![]() |
|
|
| ไดอารี่ชีวิต โดย จิตใส | |
เพราะรู้สึกผิดจึงยึดไว้ เมื่ออาการดำเนินมาถึงระยะนี้ ผู้ดูแลและแพทย์ผู้รักษา แม่นั่งด้านซ้ายฉันนั่งกลาง พ่อที่อยู่ด้านขวา พ่อไม่พูดอะไรแต่น้ำตาเริ่มไหล โอ้ย...ฉันไม่ไหวแล้ว น้ำตาฉันเริ่มไหล “ไม่เป็นไรนะคะเราจะร้องไห้กันตรงนี้ หนูทราบในความรักของพ่อและแม่ว่ามากแค่ไหน ร้องกันให้พอนะคะร้องกันสามคนนี่แหละคะ” ฉันได้อะไรจากสถานการณ์นี้ ……ความรักของพ่อแม่มากเหลือเกินเพียงมีความเข้าใจก็สามารถทำเพื่อลูกได้ ให้กำเนิด เลี้ยงดูจนโต ให้ความรักกับลูกจนวาระสุดท้าย พร้อมทั้งส่งลูกให้เดินทางต่อด้วยมั่นใจ | |
ผู้ตั้งกระทู้ จิตใส (jitdd-at-hotmail-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2010-06-28 08:13:36 |
|
1 |
ความเห็นที่ 1 (3200564) | |
คุณจิตใส(นามปากกา) เป็นพยาบาลที่อยู่ในวอร์ด Sub ICU ของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ส่งข้อความเข้ามาให้ทุกคนได้อ่าน อาตมาเห็นแววของความเป็นนักเล่าเรื่อง และคนที่ทำงานด้วยใจ และทำแบบมืออาชีพ ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการสร้างบารมีธรรมให้แก่ตนเอง หวังว่าคุณจิตใส จะได้นำเรื่องราวไดอารี่ชีวิต มาลงไว้ในกระทู้นี้อีก เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่มีชีวิตแก่เพื่อนร่วมทุกข์ทุกท่าน | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ชินวงส์ วันที่ตอบ 2010-06-28 08:20:06 | |
ความเห็นที่ 2 (3200803) | |
สาธุค่ะ คุณจิตใส อย่าลืมเอาตอนต่อไปมาลงนะคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น โอ๋ วันที่ตอบ 2010-06-28 23:46:40 | |
ความเห็นที่ 3 (3200829) | |
ลูกหนูของแม่ โดย จิตใส ผู้ป่วยหญิงอายุ แปดสิบปีเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดอักเสบ ติดเชื้อรุนแรงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ คุณยายมีลูกหลานหลายคนเคยเหมารถมาเยี่ยมพร้อมกันฉันแอบนับได้ ยี่สิบสองคนแพทย์เจ้าของไข้ให้ยาฆ่าเชื้อหลายขนานแต่เชื้อก็ดื้อยา คุณยายเริ่มมีอาการหอบมากขึ้นคุณหมอลงความเห็นว่าคงทำอะไรต่ออีกไม่ได้ และคุณยายก็ติดเชื้อในกระแสเลือดเวลาคุณยายเหลือน้อยลงทุกที แพทย์ขอคุยกับลูกๆของคุณยายและตกลงกันว่าจะไม่ทำอะไรต่อทำเพียงรักษาตามอาการ หลักการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือ สร้างบรรยากาศให้เป็นกุศล ให้ได้ล่ำลาขออโหสิกรรม แต่ญาติคุณยายที่เวียนเข้าเวียนออกมีมากเหลือเกิน เข้าเยี่ยมที่ละห้าคน ระเบียบขอหอผู้ป่วยเข้าได้ที่ละ สองคน บางกลุ่มเป็นเด็กๆ คิดว่าคงเป็นรุ่นหลานก็เยี่ยมไปคุยเล่นกันไปสร้างความขัดเคืองใจแก่พวกเราชาวพยาบาลยิ่งนัก แต่จุดที่น่าสนใจก็คือไม่ว่ากลุ่มในเข้ามาก็ตาม จะมีชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อลายสก๊อตนุ่งกางเกงยีนส์ ใส่รองเท้าบูทสูงเกือบถึงเข่า ไว้หนวดยาว มองคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตวงคาราบาวดูโดยรวมน่ากลัวมาก)แววตาดุแฝงด้วยความกังวล แต่ความพิเศษที่ฉันเห็นคือทุกครั้งที่มีคนเข้าเยี่ยมคนไข้ ชายคนนี้จะมายืนคุมท้ายเตียง แต่ไม่พูดหรือจับตัวคนไข้เลยแต่จะคอยจัดคิวให้ญาติคนนี้เข้าคนนั้นออกทุกครั้ง นั่นหมายถึงเขามาเยี่ยมคุณยายทุกวันและแล้วโอกาสดีก็มาถึง เวลานั้นเขาเข้ามาคนเดียวมายืนมองท้ายเตียงเช่นเคยการสนทนาของเขากับฉันจึงเกิดขั้น “สวัสดีคะมาทุกวันเลยนะคะ” “ครับ ก็หยุดงานเลยเป็นห่วงแม่” “คุณได้คุยอาการกับคุณหมอบางไหมคะ” “คุยแล้ว หมอบอกว่า…ไม่รู้อีกนานไหม” “คะ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าอีกนานเท่าไรแต่จากประสบการณ์ที่เคยดูคนไข้มาคิดว่าไม่นานคะคุณยายอาการหนัก หนักมากและเราก็สู้มามากแล้ว ทางกายเราทำดีแล้วเหลือแต่ทางใจแหละคะ ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวแล้ว ทางการแพทย์ยังเชื่อว่าหูอาจจะยังได้ยินอยู่คะไม่ทราบว่าคุณเชื่อเรื่องการดูแลด้านจิตใจไหมคะ” “มันเป็นอย่างไร ลองว่ามาซิ” “คือ……ถ้าคนไข้อยู่ในระยะสุดท้าย เราถือว่าเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดเลยคะเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานจะได้ล่ำลา คลี่คลายเรื่องค้างคาใจ ขออโหสิกรรมและเราต้องสร้างบรรยากาศให้อยู่ในบุญกุศล เพื่อให้คนไข้ไปดี” “แล้วต้องทำไง" แววตาอ่อนลงน้ำเสียอยากรู้จริงๆ “เวลาเข้าเยี่ยมนะคะ ถ้าเราเดินทางมาไกลยังเหนื่อยอยู่ ก็ยังไม่ต้องรีบเข้าเยี่ยมค่ะ นั่งพักก่อนดื่มน้ำที่ทางเราเตรียมไว้หน้าตึกพักให้หายเหนื่อย พอใจสบายก็เขาเยี่ยม คนไข้จะรับพลังที่ไม่ดีของญาติได้ เวลาเข้ามาก็จะไม่คุยเล่นกันเองแต่จะเข้ามาเพื่อส่งพลังดีๆให้ผู้ป่วย อืม…….เหมือนมาแผ่เมตตานะคะ ไม่ต้องเรียกหรือเขย่าตัว เช่นแม่ๆลืมตานี่ไม่ค่อยเหมาะเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยโมโหไม่สงบเสียเปล่าๆ พยาบาลจะยกตัวอย่างนะคะถ้ามาเยี่ยมพ่อของพยาบาลเอาก็จะพูดว่า พ่อ ลูกพ่อมาแล้วนะหนูรักพ่อมากพ่อไม่ต้องห่วงถ้าเหนื่อยมากก็พักนะจ๊ะพ่อรู้ใช้ไหมว่าหนูดูแลน้องและแม่ได้ ไอ้มะ(แมวอ้วน)ที่พ่อรักหนูก็จะดูมันอย่างดีหนูภูมิใจพ่อมากๆ พ่อเป็นคนดี เป็นพ่อที่ดี หนูรักพ่อ …….ถ้าเป็นพ่อของพยาบาลจะพูดแบบนี้ ส่วนคุณจะรู้ดีว่าคุณต้องพูดแบบไหน และที่สำคัญถ้าทำผิดอะไรไว้ก็ขออโหสิกรรมได้ตอนนี้คะพอนึกออกไหมค่ะ และถ้าอยากจับมือก็จับได้ ไม่ต้องกลัวว่าสายจะหลุด สายมันขยับได้คะอันนี้คือสายเครื่องช่วยหายใจ อันนี้คือสายตรวจคลื่นหัวใจ ดูหน้าจอนี้นะคะคลื่นบนเป็นคลื่นหัวใจ ตรงนี้เป็นความดันโลหิต และอันนี้เป็นค่าออกซิเจนในเลือด" ฉันขยับสายต่างๆ ให้เขาดู "สายนี้หลุดไม่เป็นไรถ้าอันนี้หลุดคุณต้องตามเราทันทีนะคะ" ฉันอธิบายสาย สอง สามสายที่ติดอยู่กับตัวคนไข้ ซะยืดยาวใส่ความจริงใจไปเกินร้อย “ขอบคุณนะหนู" น้ำเสียงเปลี่ยนไป "ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณจริงๆ” “คุณพร้อมแล้วใช่ไหมคะ จะปิดม่านก็ได้นะคะจะได้เป็นส่วนตัว” “ครับ” แล้วฉันก็ปิดม่านปล่อยให้เขาได้อยู่กับคนไข้สองคน แต่เนื่องจากต้องการประเมินผลงาน เลยแอบอยู่หลังม่าน และก็ได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ ชายเพื่อชีวิตคาราบาวคนนั้นเข้าไปยืนชิดเตียงเอื้อมมือไปจับมือคนไข้ ก้มหน้าไปเกือบติดหู แล้วพูดว่า “แม่...หนูมาเยี่ยมแม่ หนูมาทุกวัน หนูรักแม่ หนูรักแม่ หนูขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับแม่แม่ยกโทษให้หนูนะ...หนูจะเป็นคนดี หนูจะดูแลน้องๆ” แล้วเขาก็ไปกราบเท้าแม่ ส่วนฉันยืนแอบอยู่หลังม่านทั้งซาบซึ้ง ตื่นเต้นอิ่มเอมใจและขำ ลุงคาราบาวแทนตัวเองว่า “หนู” ลูกหนูของแม่และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเพราะอะไรผู้ป่วยและญาติจึงต้องการความเป็นส่วนตัว …. หลังจากนั้นหนุ่มคาราบาวจะคอยเป็นคนจัดระเบียบการเข้าเยี่ยมเป็นแกนนำให้ทุกคนได้ล่ำลา ขออโหสิกรรมไม่มีการมาพูดเล่นกันข้างเตียงอีกต่อไป คนไข้ได้รับการดูแลตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างครบถ้วนและไม่นานคุณยายก็จากไปอย่างสงบ……. | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-06-29 08:22:43 | |
ความเห็นที่ 4 (3200914) | |
โอ้ย...อ่านแล้วน้ำตาไหลอีกล่ะ ลุงคาราบาวนี่สุดยอดจริงๆ ขอบคุณคุณจิตใสที่ถ่ายทอดให้พวกเราได้อ่าน | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกหนู วันที่ตอบ 2010-06-29 13:36:33 | |
ความเห็นที่ 5 (3200962) | |
“แม่...หนูมาเยี่ยมแม่ หนูมาทุกวัน หนูรักแม่ หนูรักแม่ หนูขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับแม่แม่ยกโทษให้หนูนะ...หนูจะเป็นคนดี หนูจะดูแลน้องๆ” ปิติกับประโยคนี้จังเลย เป็นกำลังใจให้พี่พยาบาลนะคะ จะรอตอนต่อไปค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ใกล้ไม่ไกล วันที่ตอบ 2010-06-29 19:37:50 | |
ความเห็นที่ 6 (3200991) | |
ซึ้งไปกับเหตุการณ์ อ่านแล้วอินมาก เป็นพยาบาลหรือคนที่ต้องการปลอบโยน คนที่สูญเสียบุคคลที่สำคัญ สามารถนำคำพูดของคุณจิตใสไปใช้ได้ค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้อยากเอาแบบอย่าง วันที่ตอบ 2010-06-29 21:18:22 | |
ความเห็นที่ 7 (3201028) | |
อนุญาตให้จากไป โดย..จิตใส ที่สำคัญเมื่อมีอาการปวดก็จะดุด่าแม่ซึ่งเฝ้าอยู่ คุณหมอกลัวว่าเด็กจะมีวิบากติดตัวเลย เมื่อไปถึงหอผู้ป่วยฉันสอบถามอาการจากพยาบาลประจำหอได้รับแจ้งว่าแม่ของผู้ป่วยทราบแล้วว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายเข้าใจแนวทางการรักษา แม่ขอไม่ให้บอกความจริงกับผู้ป่วย เพราะกลัวผู้ป่วยจะรับไม่ได้และทำให้อาการทรุดลงเร็วเกินไป แม่ถามว่าทำสมาธิหรือฉันนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แม่ผู้ป่วยทำท่าขยิบตา “หนูแม่ไปห้องน้ำนะเดี๋ยวแม่มาแม่ไปไม่นาน” แล้วหันมาขยิบตาให้ฉันเดินตามไป ฉันสอนเรื่องประเมินความปวดอย่างง่ายกับแม่ จริงอย่างที่ฉันคิด น้องรู้ตัวว่าน้องอาการแย่ลง...แต่น้องไม่ได้รับอนุญาตให้จากไป ก่อนกลับฉันขอคุยกับแม่อีกครั้ง พยาบาลประจำหอบอกว่าผู้ป่วยไม่ได้ขอเพิ่มยาความดันต่ำตอนเที่ยงคืน สงบลงมากไม่รู้ว่าเพราะอะไร ...แต่ฉันรู้ น้องได้ปลดภาระและได้รับอนุญาตให้จากไปจากแม่นั่นเอง | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-06-30 06:50:38 | |
ความเห็นที่ 8 (3201210) | |
รู้สึกว่าในความทุกข์ยังมีสิ่งที่ทำให้คลายทุกข์ได้แม้จะไม่หายทุกข์ก้อตาม ขอบคุรพี่จิตใสที่ทำให้ได้รับรู้สิ่งถึงสิ่งที่ดีบนโลกใบนี้เพิ่ม ถ้าเป็นไปได้อยากอ่านเรื่องที่พี่จิตใสเขียนแบบเต็มๆเล่มจังเลย | |
ผู้แสดงความคิดเห็น aaa1 วันที่ตอบ 2010-06-30 21:52:08 | |
ความเห็นที่ 9 (3201289) | |
เพียงคำว่ารัก เพราะเมื่อมีอาการชักครั้งแรกแล้วเกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยได้พยายามฆ่าตัวตายมาแล้วด้วยวิธีใช้เชือกผูกคอ พอดีมีงานด่วนแทรกเข้ามาก็เลยขอตัวแต่คิดว่าต้องกลับมาคุยอีกแน่นอน และจากการคุยครั้งต่อมาสรุปความได้ว่า คุณลุงมามีพี่น้องสี่คน ไม่ค่อยได้ติดต่อเพราะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่ไม่ได้โกรธกันถ้ามี เหตุต้องติดต่อก็คุยได้ เป็นคนไม่ชอบขอความช่วยเหลือใคร มักจะทำอะไรด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่เอาเปรียบใครและไม่ให้ใครเอาเปรียบ ทำงานเป็นช่างที่ชลประทานด้วยที่เป็นคนขยัน ในที่สุดก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ประหยัดอดออมมาก เก็บเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน คุณลุงมองเป้าหมายว่าจะต้องมีบ้าน บ้านที่สวยและอบอุ่น ในที่สุดคุณลุงก็มีบ้าน สรุปคุณลุงอยู่บ้านหลังสวยคนเดียว….แต่ไร้ความรัก แต่เมื่อทำทุกอย่างเสร็จก็จะนั่งมองลุงอยู่ไกลๆ ไม่พูดหรือทำความสนิทสนมให้เห็น ฉันรับรู้ได้ว่าคู่นี้รักและเป็นห่วงกันไม่เช่นนั้นป้าคงไม่มาดูแลลุงแบบนี้ ฉันจะต้องทำให้เขาทั้งสองแสดงความรักต่อกัน ผู้ป่วยยิ้มแล้วชี้มือไปที่ภรรยา ป้าร้องไหน้ำตาอาบแก้ม ฉันอึ้งอีกครั้ง เรื่องจริงหรือนี่ มีแบบนี้ด้วยเหรอ ทำเล่นไม่ได้แล้ว ฉันเลยอัดและขยายรูปบานใหญ่ นำมาให้ลุงกับป้าในวันต่อมา และภาพที่เห็นลุงดูสดใส่ขึ้น ป้าก็ไม่นั่งที่มุมห้องอีกแล้ว ขึ้นมานั่งบนเตียงกับลุง แสดงถึงความรักที่มากล้น | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-01 14:56:38 | |
ความเห็นที่ 10 (3201379) | |
โอ้โห สุดยอด คำสุดท้ายเหมือนปิดคดีสืบสวนเลย 5555555 เขียนอีกนะคะ ชอบอ่านมากกกกกกก ขอบอกกกกกกกกกก | |
ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-01 20:56:01 | |
ความเห็นที่ 11 (3201490) | |
ขออนุโมทนาบุญด้วยจริงๆคะคุณจิตใส ดีใจที่โลกนี้มีคนที่มีจิตใจเมตตาจริงๆคะ ดีใจที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีที่พึ่งคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น por วันที่ตอบ 2010-07-02 13:42:52 | |
ความเห็นที่ 12 (3201588) | |
เสียศูนย์ยิ่งกว่าสูญเสีย
โดย...จิตใส
คุณยาย จะมีของใช้ประจำตัวประกอบด้วยหมอนเล็ก หมอนน้อยเพื่อประคอง แขน ขา ก้น
ลูกสาวของคุณยายอายุ หกสิบปีรูปร่างผอมบางน้ำหนัก ประมาณสี่สิบกิโล จะมาดูแลคุณยายทุกวัน (เหมือนที่โรงพยาบาล)ที่นอนลมกันแผลกดทับ และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแลคุณยายเอง
…และเราก็ให้การดูแลแบบผู้ป่วยระยะสุดท้าย วันเวลาผ่านไปอาการคุณยายก็ทรุดลง ตามคาด คุณป้ายอมจำนนและปล่อยคุณยายในที่สุด……จากไปเพราะหมดอายุไขจริงๆเหมือนคนนอนหลับอมยิ้มพยาบาลใน WARD หลายคนไปร่วมงานศพคุณยาย หลังเสร็จงานคุณป้านำที่นอนลมของคุณยายมาบริจาคให้ WARD แต่ก็ยังไม่หายซึมเศร้า มีอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว รับประทานไม่ได้ร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องคุณยาย ฉันขอเวลาคุยกับหลานคุณป้าให้พาคุณป้าไปตรวจทางกายให้ละเอียด เพื่อแยกโรคทางกายถ้าปกติดีก็เหลือแต่ทางใจ เราทุกคนยินดีช่วยคุณป้า ให้พ้นจากความโคกเศร้าและภาวะ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยเชิญชวนให้คุณป้ามาร่วมกิจกรรมที่เรามีกันที่วัด เช่นทำบุญวันอาทิตย์ ปฏิบัติธรรมในโอกาสต่างๆ จะมีน้องพยาบาลรับอาสาไปรับคุณป้ามาร่วมกิจกรรมถ้าหลานไม่ว่างมาด้วย คุณป้าได้ออกมาจากบ้านมาจากบรรยากาศเดิมๆ ที่สำคัญได้เข้าปฏิบัติธรรม จิตใจเริ่มสดใสขึ้นทุกๆวัน ……………
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-03 07:25:06 | |
ความเห็นที่ 13 (3201699) | |
- ได้รูปแบบ ได้วิธีการ ได้ปฏิบัติการ ได้บุญ สุดยอดจริงเจ๊จิตใส | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ranla วันที่ตอบ 2010-07-04 06:17:25 | |
ความเห็นที่ 14 (3201700) | |
สำนึกผิด โดย...จิตใส ร่างกายอ่อนแอจิตใจย่อมอ่อนแอ ผู้ป่วยชายอายุ หกสิบปีเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายผู้ป่วยและครอบครัวทราบการดำเนินของโรคดี และรู้ว่าผู้ป่วยจะมีเวลาอีกไม่นาน เมื่อพบผู้ป่วยครั้งแรกผู้ป่วยมีสีหน้ายิ้มแย้มแววตาเศร้าเล็กน้อย ซึ่งก็ธรรมดาสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ภรรยาและลูกของผู้ป่วยคอยเฝ้าดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี
ผู้ป่วยได้รับการตอบสนองทางด้านจิตวิญญาณครบทุกอย่าง ทำบุญ ถวายสังฆทาน ฟังธรรม ทำสมาธิ แต่ทุกๆ วันที่ผ่านไปผู้ป่วยกลับมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นโดยเฉพาะแววตา มีอะไรที่เรายังค้นไม่เจอแน่นอน
ฉันพยายามหาเวลาเป็นส่วนตัวพูดคุยกับภรรยาผู้ป่วยและลูกให้ช่วยกันค้นว่ามีเรื่องอะไรค้างคาใจผู้ป่วยหรือไม่
กลับพบว่าผู้ป่วยเป็นคนดีมากรักลูกและภรรยาตั้งแต่แต่งงานไม่เคยทำให้ช้ำใจ เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี
ฉันเข้าไปเยี่ยมจะไปให้กำลังใจและชวนทำสมาธิเช่นเดิม วันนี้ผู้ป่วยนอนอยู่คนเดียวลูกและภรรยาไปทำธุระ…
“คุณลุงป้าชมลุงตลอดเลยว่าลุงเป็นคนดีไม่เคยทำให้ป้าเสียใจ น่ารักจังนะลุง”
“ไม่หรอกหมอ ลุงมันเลวเลวมากที่สุด หมอจะรังเกียจลุงไหมถ้า….”
ฉันอึ้ง…..เงียบ
“ไม่คะไม่เกลียดบอกหนูได้ค่ะ”
“ก่อนแต่งงานกับป้า ลุงเคยข่มขืนผู้หญิงทำไปเพราะความคึกคะนอง ครั้งแรกไม่มีใครจับได้ก็เลยทำไม่กลัวลุงข่มขืนไปหลายคนเลย”
ฉันอึ้ง ตกใจ หัวใจเต้นรัว ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงแบบนี้ คุณลุงที่แสนดี คุณลุงที่สามีที่ดีของคุณป้า เป็นพ่อที่ดี คุณลุงที่ฉันดูเฝ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัวและดูแลอย่างดีน่าขยะแขยงที่สุด…..
ฉันหายใจไม่ทั่วท้องน้ำตาคลอ…..ก้าวเท้าถอยห่างออกจากเตียงมาสองสามก้าว ฉันมองคุณลุงนอนหลับตาไม่มองหน้าฉัน สภาพตอนนี้คุณลุงไม่ต่างอะไรกับซากศพที่ตั้งท้องแขนขาลีบ ท้องโตมากกว่าผู้หญิงท้องใกล้คลอด หน้าดำคล้ำ ผิวลอกแห้ง ริบฝีปากแห้งแตก……
คุณลุงกำลังใช้หนีกรรมที่ทำอยู่แล้วสาหัสมากด้วย เมื่อได้สติรู้ตัวฉันเลยเอื้อมมือไปจับแขนคุณลุงบีบเบาๆ
ผู้ป่วย “ผมมันบ้า เลวแท้ๆ ตั้งแต่แต่งงานผมก็ไม่เคยทำร้ายใครอีกแต่หมอรู้ไหมผมบ้าขนาดเอารูปจ้าวมาช่วยตัวเอง นึกว่าท่านเป็นเมียเลยนะไม่รู้ทำไปได้ไง ผมมันเลว”
พูดไปน้ำตาไหล สีหน้าเจ็บปวดยิ่งนัก ขยับตัวออกห่างจากฉันจนชิดขอบเตียงอีกด้าน
ฉันนึกใช่ เลว...เลวจริงๆ นรกแน่แท้ๆ เพราะความไม่รู้ ไร้สติ ทำให้คนคนหนึ่งทำเรื่องร้ายๆ ได้ถึงเพียงนี้ โอ้พระพุทธเจ้าลูกแย่แล้วท่านโปรดช่วยลูกด้วยให้ลูกหนักแน่นมีสติ ทำสิ่งที่ถูกที่ควร……
“แค้รู้ ๆ ไม่ปรุง ไม่ลงไปคลุก” คำสอนพระอาจารย์เข้ามาในหัว ....ใช่ๆๆๆ แค่รู้
“หมออย่าบอกป้านะให้เขาภูมิใจในตัวผมแบบนี้นะ ให้ผมมีความดีติดตัวบ้างเรื่องนั้นไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร คนเคารพท่านทั้งประเทศ ผมมันชั่ว ทำชั่วคิดชั่วคงไม่ตายดี”
“ค่ะคุณลุงหนูจะไม่บอกป้า” ฉันรับปากพูดได้เท่านั้นจริงๆ
“หมอไปเถอะ ไปทำงานเถอะ”
“อย่างนี้ต้องขออโหสิกรรมคะคุณลุงเราทำได้นะ” สิ่งเดียวที่คิดได้ขณะนั้น
“จะขอกับใครที่ไหนละหมอ...หายไปไหนกันหมดแล้วผมข่มขืนแล้วผมก็ไม่ได้สนใจอีก ยิ่งท่านด้วยแล้วไม่มีทางทำได้ ช่างมันเถอะ...หมอผมยอมรับกรรม ทุกข์ให้มันตายไปเลย”
“ใจเป็นใหญ่คะคุณลุง ใช้นึกเอา ส่วนท่านหนูจะหารูปให้ ดีไหมคะ”
“ครับจริงๆด้วย แต่กลัวป้าเห็น”
“รอคะลุงรอเวลาช่วงนี้สวดมนต์ก็ขออโหสิกรรมและแผ่เมตตาให้พวกเขานะคะ”
ผู้ป่วยรับปาก สีหน้าและแววตาดีขึ้น ถึงจะย้อนเวลาแก้ไขไม่ได้และผู้ป่วยก็ได้รับวิบากกรรมจากการกระทำของเขาอยู่แล้ว กายทุกข์หนัก แต่ใจทุกข์กว่า
และเวลาที่รอก็มาถึง ป้าไปธุระพยาบาลและผู้ป่วยช่วยกันทำพิธีขออโหสิกรรมมีดอกไม้ธูปเทียนและรูปภาพซึ่งหาได้จากปฏิทิน บรรยากาศของพิธีการดูศักดิ์สิทธิยิ่งนัก ผู้ป่วยพยายามลุกนั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะท้องของเขาอืดโตจากโรคมะเร็งตับ ส่วนแขนขาเล็กลีบไม่มีแรง ประกอบกับรับประทานอาหารไม่ได้หลายวัน เขารวบรวมพลังทั้งหมด ยกรูป ดอกไม้ ธูปเทียนขึ้นเหนือหัว มือสั่นน้ำตาไหลคล้ายกับว่าใจจะขาด แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ฉันรับรู้ได้ว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ
ลุงก็เริ่มรับประทานอาหารได้และขอหมอเจ้าของไข้กลับบ้านแล้วเราก็ไม่เคยเจอกันอีกเลยส่วนฉันเล่า ฉันนึกขอบคุณตัวเองที่รู้สึกตัว ขอบคุณพระอาจารย์ที่สั่งสอนให้ฉันสามารถมีสติช่วยผู้ป่วยรายนี้ได้ เพราะถ้าไม่เคยฝึกสติคงโกรธเขามากหรือเขาก็ไม่ไว้ใจและเขาคงไม่ได้รับการคลี่คลายเรื่องค้างคาใจคงทุกข์ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-04 06:35:00 | |
ความเห็นที่ 15 (3201747) | |
ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าดีดี เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้สู้ดูแลกันต่อไป | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ศิษย์รุ่น3 วันที่ตอบ 2010-07-04 16:05:44 | |
ความเห็นที่ 16 (3201827) | |
อ่านแล้วชอบ หรือถูกใจกรุณาบอกต่อ จะเป็นกุศลยิ่งคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-05 09:32:52 | |
ความเห็นที่ 17 (3201989) | |
ขอบคุณ คุณจิตใสจริงๆที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวดีๆให้ได้อ่าน อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ อยากให้เจ้าหน้าที่พยาบาลได้เข้ามาอ่านกันเยอะๆจัง เพราะพยาบาลมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับคนไข้มากที่สุด อย่างน้อยบุคคลที่ได้อ่านและนำไปปฏิบัติได้สักเศษเสี้ยวของคุณจิตใส คงทำให้คนไข้และญาติได้คลายทุกข์ทางใจได้บ้าง | |
ผู้แสดงความคิดเห็น RN junior วันที่ตอบ 2010-07-05 23:07:04 | |
ความเห็นที่ 18 (3201990) | |
ว่ากันว่าทุกข์ทางใจหนักหนายิ่งกว่าทุกข์ทางกาย การได้ช่วยคลี่คลายปมในใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้วถือเป็นกุศลที่สูงส่ง ขอบคุณพี่จิตใสที่ได้ช่วยนำเรื่องดีๆมาลงให้อ่าน คุณสุดยอดจริงๆ Miss ไนติงเกล | |
ผู้แสดงความคิดเห็น RN junior วันที่ตอบ 2010-07-05 23:14:36 | |
ความเห็นที่ 19 (3202185) | |
เขียนไปขออนุญาตเผยแพร่ค่ะ ส่งไปที่ jitdd@hotmail.co.th แ่ต่ถูกตีกลับค่ะ เลยขออนุญาตตรงนี้นะคะ จะส่ง link ไปเผยแพร่และเขียนลงในบล็อกของโรงเรียนค่ะ อยากให้คนเข้ามาอ่านและเข้ามาติดตามที่เวปของพระอาจารย์ค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น สายน้ำที่หวังดี วันที่ตอบ 2010-07-06 19:29:33 | |
ความเห็นที่ 20 (3202283) | |
สาธุค้า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-07 11:43:49 | |
ความเห็นที่ 21 (3202387) | |
เหมือนเป็นนกเขียนเลย..
หนุกมากกค้า ^^ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น บุญหลาย วันที่ตอบ 2010-07-07 18:44:23 | |
ความเห็นที่ 22 (3202440) | |
เพราะเป็นผู้รับจึงมีความสุข ความคิดแบบนั้นสั่งสมขึ้นมากทุกวัน ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะใครๆ ก็ทำกัน ฉันตามหาความสุขจนได้เรียนรู้เรื่องการฝึกสมาธิ ฉันพบความสุขความสงบซึ่งเป็นความสุขที่ฉันตามหาเป็นความสุขที่หาอะไรเปรียบไม่ได้จากความไม่รู้และรักตัวเองมากเกิน ฉันพยายามทุกอย่าง ทิ้งความสบายทั้งหมด ทำงานหาเงินมากกว่าเดิมเพื่อที่จะจัดการกับภาระทางโลกฉันจะลาออกจากอาชีพพยาบาล ฉันจะหาเงินให้พ่อกับแม่ เพื่อทำหน้าที่ลูกที่ดี และจะเดินทางสายธรรม หนึ่งปีต่อมาฉันพบว่าฉันทุกข์กว่าเดิมทุกข์และผิดหวังกับชีวิตมากเพราะฉันเหนื่อยเกินไปกับสิ่งที่ฉันทำ และแล้วความมหัศจรรย์ที่สุดก็เกิดขึ้นกับฉัน รุ่นพี่ที่นับถือแนะนำให้ฉันได้พบกับพระอาจารย์ ฉันตั้งใจเรียนรู้วิชาที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ฉันพบว่าสามสิบสองปีที่อยู่บนโลกใบนี้ฉันได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายแต่ฉันลืมไปหนึ่งอย่างคือ การรู้กายรู้ใจ ฉันพบอีกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป สิ่งที่ฉันจะทำ ทำทุกวัน และทุกลมหายใจที่รู้สึกตัวคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ปัจจุบันฉันหยุดที่จะแสวงหาความสุขแล้ว หรือทุกครั้งที่ได้ดูแล ก็เหมือนกับกำลังบำเพ็ญบารมี แล้วอย่างนี้ใครกันแน่ที่เป็นผู้รับ เมื่อเข้าใจว่าฉันคือผู้รับ แล้วคุณล่ะ...ค้นพบความสุขของตนเองแล้วหรือยัง | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-08 07:50:58 | |
ความเห็นที่ 23 (3202538) | |
สาธุๆๆ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-08 16:04:09 | |
ความเห็นที่ 24 (3202591) | |
หาแนวร่วมค้า...... วันนี้ได้กราบพระอาจารย์ที่วัด ท่านถามว่าเมื่อไหรจะรวมเล่มเขียนเข้านะให้ได้ซัก สองร้อยหน้า "โอ้พระพุทธเจ้า อีกสิบปีก็ไม่ถึง" นึกในใจไม่กล้าพูดดัง แต่กล้าเขียน มือใหม่หัดเขียนแค่อย่างเล่าประสบการณ์เพื่อให้เพื่อนร่วมทางที่จะไปดูแลคนไข้ ไม่ต้องมะงุมมะงาหราเหมือนที่เคยมาจะได้ทำงานกันเร็วขึ้น คนไข้ ไม่ถูกทิ้ง เพราะกว่าจะได้แบบนี้หน้าแตกมาก็เยอะ ไม่ถูกจุดมาก็มากแต่ไม่ได้เล่า (ฟอร์มจัด) เลยคิดได้ว่าควรหาแนวร่วม เพื่อให้ได้ สองร้อยหน้าเร็วๆ แล้วเราก็จะได้มีตัวอย่างดีๆที่หลากหลาย ได้ร่วมเล่มเป็นรวมพลคนระยะสุดท้าย เฮ้ย ชื่อไม่เหมาะ... ท่านใดมีประสบการณ์ เกี่ยวกับการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย เชิญชวนให้เขียนมาเล่าสู่กันฟัง โดยเขียนเรื่องของท่านเป็นเรื่องสั้นส่งแล้วส่งไปยัง เมลพระอาจารย์ก่อนเพื่อตรวจสอบว่าผ่านหรือเหมาะสมหรือไม่ที่จะเผยแพร่ (กราบขออภัยที่เพิ่มภาระงานท่านอีกแล้ว) อย่างลืมนะคะพี่น้องความรู้ประสบการณ์จะได้ไม่สาปสูญๆๆๆๆๆ เด็กๆรุ่นหลังจะได้มาดูแลรุ่นพวกเราเตรียมไว้ไม่ปรามาท(ใกล้ๆกันแล้วด้วยแก่ลงทุกวัน)
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-09 00:28:29 | |
ความเห็นที่ 25 (3202848) | |
มาตามซึมซับเรื่องเล่าดีดีจ้า สาธุ้จ้า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ฝน วันที่ตอบ 2010-07-11 00:10:17 | |
ความเห็นที่ 26 (3202910) | |
เขียนต่อไปนะคะขอเป็นกำลังใจค่ะ เอาไปเผยแพร่ต่อแล้วนะคะ ใครจะตามไปดูก็เชิญนะคะ gotoknow.org/blog/saynumtiwangdee/373036 และ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น สายน้ำที่หวังดี วันที่ตอบ 2010-07-11 20:30:03 | |
ความเห็นที่ 27 (3203122) | |
อ่านแล้วนำตาไหลทุกที แต่มีควรมสุขค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น สมาชิกไหม่ วันที่ตอบ 2010-07-13 05:06:50 | |
ความเห็นที่ 28 (3203256) | |
เสียศูนย์ยิ่งกว่าสูญเสีย คุณยาย จะมีของใช้ประจำตัวประกอบด้วยหมอนเล็ก หมอนน้อยเพื่อประคอง แขน ขา ก้น ใส่ปลอกเข้าชุด สีสันน่ารัก คุณยายจะใส่หมวก ใส่ถุงเท้าแบบวัยรุ่นเกาหลีที่กำลังนิยม และมีผ้าห่มส่วนตัวลายเข้าชุดกับหมอน ทุกๆอย่างที่มีจัดเตรียมโดยลูกสาวของคุณยาย ลูกสาวของคุณยายอายุหกสิบปี รูปร่างผอมบางน้ำหนักประมาณสี่สิบกิโล จะมาดูแลคุณยายทุกวัน และพวกเราก็รักคุณป้าด้วยเพราะคุณป้าเป็นคนสุภาพ น่ารัก จะเข้ามาดูคุณยายเงียบๆ มาหวีผม ทาโลชั่น และคอยเปลี่ยนปลอกหมอนให้คุณยายเสมอ เราดูแลจนคุณยายดีขึ้นและได้กลับบ้าน คุณป้าได้เตรียมห้อง เตรียมเตียงที่ไขหัวสูงได้ (เหมือนที่โรงพยาบาล) ที่นอนลมกันแผลกดทับ และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแลคุณยายเอง คุณยายไม่รู้สึกตัวไข้ขึ้นสูง และมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และเราก็ให้การดูแลแบบผู้ป่วยระยะสุดท้าย วันเวลาผ่านไปอาการคุณยายก็ทรุดลง ตามคาด คุณป้ายอมจำนนและปล่อยคุณยายในที่สุด……จากไปเพราะหมดอายุไขจริงๆเหมือนคนนอนหลับอมยิ้มพยาบาลใน WARD หลายคนไปร่วมงานศพคุณยาย หลังเสร็จงานคุณป้านำที่นอนลมของคุณยายมาบริจาคให้ WARD แต่ก็ยังไม่หายซึมเศร้า มีอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว รับประทานไม่ได้ ร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องคุณยาย ฉันขอเวลาคุยกับหลานคุณป้าให้พาคุณป้าไปตรวจทางกายให้ละเอียด เพื่อแยกโรคทางกายถ้าปกติดีก็เหลือแต่ทางใจ เราทุกคนยินดีช่วยคุณป้า ให้พ้นจากความโคกเศร้าและภาวะการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยเชิญชวนให้คุณป้ามาร่วมกิจกรรมที่เรามีกันที่วัด เช่นทำบุญวันอาทิตย์ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส | |
ความเห็นที่ 29 (3203714) | |
ขออโหสิกรรมด้วยหัวใจ โดย...จิตใส จะดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต กิจกรรมนี้ไม่มีลักษณะตายตัว ต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่กรณี กิจกรรมขอขมาก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตจึงไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย และที่ชอบกันที่สุดคือญาติจะเรียบร้อย ไม่วุ่นวายเมื่อถึงเวลาติดต่อรับศพกลับ ส่วนตัวฉันไม่ได้รู้สึกดีนัก เพราะฉันคิดว่ากิจกรรมขออโหสิกรรมหลังผู้ป่วยเสียชีวิตนี้มันเป็นเพียงพิธีกรรม ถ้าจะดีต้องทำตอนมีชีวิต ต้องช่วยให้ผู้ป่วยมีสติ ต้องฝึกสมาธิ ต้องสงบ ต้องๆๆๆ อื่นๆ อีกมากมาย แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไป ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ รู้สึกตัวดี ญาติและแพทย์เจ้าของไข้ปรึกษากันจะสั่งซื้อเครื่องช่วยหายใจแบบที่ใช้ที่บ้านได้มาให้ใช้ และขณะนั้นก็เป็นเวลาที่รอเครื่องช่วยหายใจ ความพยายามของทีมล้มเหลวแพทย์ใส่ท่อใหม่ไม่ได้ และเธอก็หัวใจหยุดเต้นเราขึ้นปั๊ม คนหนึ่งในทีมแจ้งข่าวกับญาติถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดนี้ พวกเราพยายามกันเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ เธอจากไปแล้วทุกคนในทีมเศร้ามาก ทั้งกังวลถึงเหตุการณ์ที่ญาติมาถึง น้องเจ้าของไข้นำกล่าวทุกๆคนกล่าวตามจนจบ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-15 15:31:22 | |
ความเห็นที่ 30 (3203907) | |
เยี่ยมยอด เยี่ยมยุทธ คนใกล้ตัวจะรออ่านรวมเล่มอีกครั้งนะ ( แบบว่าที่บ้านไม่มีnet ง่ะ )
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น พี่พ. วันที่ตอบ 2010-07-16 18:20:09 | |
ความเห็นที่ 31 (3203937) | |
ขออนุญาตร่วมแสดงความเห็นด้วยคนครับ ผมขอชื่นชมและอนุโมทนาบุญกุศลที่คุณจิตใสและทีมงาน ได้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างงดงาม ไม่ใช่เป็นแค่การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ แต่ดูแลด้วยหัวใจของโพธิสัตว์โดยแท้ สมควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคน ผมและทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายขอเข้ามาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติต่อตนเองและผู้ป่วยให้ดีขึ้นต่อไปนะครับ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ทีม ใส่ใจ..ใจใส รพ.สุรินทร์ วันที่ตอบ 2010-07-16 22:12:37 | |
ความเห็นที่ 32 (3203972) | |
ขอร่วมอนุโมทนากับคุณจิตใสและทีมงานดิฉันขออนุญาตนำไปใช้และ copyแจกให้ผู้ที่มีความทุกข์และผู้ที่กำลังจะทำหน้าที่แบบนี้มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติบางนะคะ สาธุ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้พึ่งตื่น วันที่ตอบ 2010-07-17 10:35:10 | |
ความเห็นที่ 33 (3203992) | |
อ่านแล้วปลื้มมม มากมายค่ะ ขอบคุณที่เป็นต้นแบบ/แบบอย่างที่ยอดเยี่ยม ในการดูแลผู้ป่วยด้วยจิตธรรม ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น RN รพช หวันโลก วันที่ตอบ 2010-07-17 15:57:30 | |
ความเห็นที่ 34 (3204048) | |
ให้โดยไม่มีเงื่อนไข | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-18 10:27:51 | |
ความเห็นที่ 35 (3204066) | |
การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยในเรื่องทีดูเล็กๆสำหรับเรา แต่กลับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อการจากไปอย่างสงบ ขอแสดงความชื่นชมและอนุโมทนากับความเอาใจใส่ของคุณจิตใส นับเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ที่ดูแล palliative care สาธุๆๆ /\ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ใส่ใจ ใจใส วันที่ตอบ 2010-07-18 14:56:17 | |
ความเห็นที่ 36 (3204185) | |
ถึงผิดก็ยอม โดย...จิตใส | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-19 13:05:40 | |
ความเห็นที่ 37 (3204281) | |
สาธุๆๆ หมอดีใจมากเลยที่ตอนนี้มีนางฟ้าหลายๆคนกระจายตามวอร์ดต่างๆแล้ว สาธุๆขออนุโมทนาบุญกับทุกนางฟ้าเลยนะคะ เพราะเวลาเจ็บป่วย หมอกะพยาบาลนี่แหละคือเทวดานางฟ้าสำหรับเขา การดูแลผู้ป่วยแบบมีเมตตาธรรมแบบนี้ อ่านแล้วชื่นใจมากเลยค่ะ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-19 20:03:41 | |
ความเห็นที่ 38 (3204283) | |
กุศลใดเกิดแล้วขออุทิศให้ผู้ป่วยทุกท่านทั้ง พ่อ แม่ ครู อาจารย์้และผู้อ่านทุกๆท่าน.......... สาธุค้า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-19 20:19:34 | |
ความเห็นที่ 39 (3205022) | |
บุญทันตา โดย...จิตใส
ผู้ป่วยชายอายุ 32ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดรับยาเคมีบำบัดภาวะแทรกซ้อนหลังรับยาภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อ แพทย์ให้การรักษาโดยให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำเกล็ดเลือดต่ำมากทำให้มีเลือดออกตามไรฟันและมีภาวะเสี่ยงสูงที่เลือดจะออกในอวัยวะอื่น การรักษาคือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดและจำกัดกิจกรรมให้นอนแต่บนเตียงห้ามเดินเพื่อป้องกันเลือดออกแพทย์ให้มารักษาตัวในห้องแยกโรค ผู้ป่วยรายนี้หงุดหงิดง่าย ขี้โมโหทุกครั้งที่เขาต้องการอะไรถ้าพยาบาลไปช้าจะหงุดหงิดมาก น้องพยาบาลหลายๆ คนไม่อยากเข้าไปดูแลเพราะเขาจะพูดไม่เพราะ ตัวอย่างวีรกรรมของเขา เช่น ถ้าจะต้องเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจพยาบาลก็จะอธิบายว่าจะตรวจอะไร เขาก็จะบอกว่าเจาะเลยไม่ต้องพูดมาก หรือถ้าพยาบาลประเมินคะแนนความปวด ปวดมาที่สุด 10 คะแนน ปวดน้อยที่สุด1 คะแนน เขาก็จะบอกว่า กว่าจะถึง 10 คะแนนก็ตายกันพอดีเป็นต้น เขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยขี้วีน ฉันเขาไปดูแลเขาแนะนำเรื่องการปฏิบัติตน การรักษาความสะอาดทั่วๆ ไป เน้นให้รับประทานอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ งดผลไม้ที่รับประทานทั้งเปลือก และงดผักสด ผู้ป่วยแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ฉันรู้ว่าเขาไม่พอใจ แต่ก็เขาใจเขาว่าคงรู้สึกอึดอัด อายุน้อย อยู่ในวัยทำงานก็อึดอัดเป็นธรรมดา บรรยากาศในห้องแยกโรคเป็นเหมือนห้องพิเศษเดี่ยวแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องอยู่ชั้นบนสุดของตึกทำให้ห้องร้อนมาก เราพยายามทำบรรยากาศให้สดชื่นโดยหาภาพวาดสวยๆ มาตกแต่ง ทุกครั้งที่เข้าไปให้การพยาบาล ฉันจะอยู่พูดคุยกับเขาอีก 2- 3 นาทีเพื่อสร้างความสัมพันธ์และทุกครั้งที่เขากดกริ่งเรียกขอความช่วยเหลือจะรีบไปทันที เพราะไม่ต้องการให้เขาหงุดหงิดและทุกครั้งที่เขาหงุดหงิดฉันจะนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์ ทุกคนมีค่าเท่ากันแต่เพราะความไม่รู้ ความหลงจึงทำให้เป็นเหมือนที่เราเห็น เรามีหน้าที่มีเมตตา มีความปรารถนาดี จึงจะช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข เมื่อเขาเห็นความตั้งใจที่จะดูแล เขาก็เริ่มอ่อนลง จึงคุยกันได้มากขึ้น ฉันสักเกตุเห็นเขามีลวดยึดขากรรไกร “น้องขากรรไกรหักหรือคะต้องใส่ลวด” “ใช่เคยโดนรุมตืบ สามรุมหนึ่ง มันเอาจนแย่ มันคิดว่าตาย มันก็ไป เลยว่ายน้ำหนีจะไปโรงพยาบาลก็ไม่มีคนช่วย กว่าจะไปได้เกือบตาย กรามหัก หมอรัดยางไว้ กินอะไรไม่ได้เลยสองเดือน กลับบ้านตัดยางออกเอง อ้าปากไม่ได้ก็ปั้นข้าวเป็นเส้นแล้วหยอดเข้าปาก พอกินได้นะเลยกินมากกว่าปกติเลย” “ประวัติน่าดูเลยนะแล้วก่อนป่วยทำงานอะไรหละ” “ทำสวนจัดสวนหย่อม แต่งสวนหิน ” “ไม่น่าเชื่อว่าจะจัดสวนได้” ฉันพูดยิ้มๆผู้ป่วยยิ้มตอบเริ่มเป็นมิตร “อดทนนะ อย่าลงเดินนะ เดี๋ยวเลือดออก จะเอาอะไรกดกริ่งเลย จะรีบมาทำให้ หูคอยฟังกริ่งห้องน้องตลอด” “พี่ไม่ให้ผมเดินแบบนี้เหมือนติดคุกเลยผมจะไหวไหม” “ก็นอนไม่นานนะถ้าเกล็ดเลือดขึ้นก็เดินได้ ช่วงนี้ก็ต้องอดทน เพราะถ้าเลือดออกอันตรายมากจริงๆ นอนอ่านหนังสือก็ได้ นี่ไงหนังสือเต็มเลย” ฉันหยิบกล่องหนังสือที่มีให้ห้องล้วนเป็นหนังสือธรรมะทั้งสิ้น “แค่เห็นหน้าปกก็รู้แล้วว่าเนื้อหาเป็นอะไร ผมไม่ชอบอ่าน ถ้าเป็นหนังสือจัดสวนก็จะดี” “พี่จะพยายามหาให้นะ แต่ไม่รับปากนะ เพราะพี่ไม่เคยซื้ออ่านเลย พี่มีวิทยุเอาไหมแก้เหงา” เริ่มคุ้นเคย เขาเริ่มยิ้มแย้มไม่หงุดหงิดเหมือนตอนแรก “เคยคิดไหมว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ป่วยและเจ็บตัวบ่อย” เขาเคยเล่าว่ามีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ เขาไม่ได้ไปหาเรื่องใคร แต่ก็มักมีเรื่องเสมอ “ผมว่าเพราะยาบ้า ตอนที่ทำงานลูกพี่ให้กิน กินกันทุกคน ลูกพี่ผมก็เป็นมะเร็งตาย ผมก็กลัวจะเป็นเหมือนเขา” “ยังไม่ถึงหรอก ยังรักษาได้ แล้วไอ้ที่ต้องเจ็บตัวบ่อยๆล่ะ เหตุเพราะอะไร” “ไม่รู้ซิ” ขณะคุยกันมีมดหนึ่งตัวเดิมมาบนที่นอนเขา เขายื่นมือจะบี้มด ฉันปัดมือเขาแล้วชิงเป่ามดออกไปเพื่อรักษาชีวิตมดไว้ “อืมมมมม..มดก็ไม่ฆ่า” เขาพูดเหน็บแนมฉัน “ไม่ฆ่ามันก็ต้องตายอยู่แล้ว ปล่อยมันเดินเล่นก่อน” “เดี๋ยวมันเข้าหูผม” “รักตัวเองจังนะ โดนตืบยังไม่เป็นไร กลัวมดเข้าหู ไปดีกว่า กลัวทำคนไข้โมโห” เขาไม่รู้สาเหตุที่เขาต้องเจ็บป่วย เขาทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายสัตว์ ผู้ป่วยรายนี้ไม่สนใจเรื่องการทำบุญ ฟังธรรมหรือการภาวนาเลย วิทยุที่ให้ไปก็เปิดฟังเพลงทั้งวัน ฉันจะช่วยเขาอย่างไรดีหนอ เขาจะต้องเจออะไรอีกมากกับการเจ็บป่วยครั้งนี้ ฉันเฝ้าภาวนาว่าอย่าให้เขาต้องทุกข์ทรมานมากเลย ทุกคนมีจิตเดิมแท้ ทุกคนมีค่าเท่ากัน และสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้นหลังจากให้ยาไประยะหนึ่งไข้ลดลง แต่เกล็ดเลือดของเขาก็ต่ำมาก ทำให้เขามีเลือดออกในปากและตามากขึ้น แพทย์วางแผนการรักษาโดยจะให้เกล็ดเลือด แต่ปัญหาคือขณะนั้นธนาคารเลือดไม่มีเกล็ดเลือดเลย แม่ของเขาพยายามหาญาติมาบริจาค ยอมลงทุนที่จะเสียงเงินซื้อ แต่ไม่มีใครขายเลือด ต้องรอเลือดบริจาคเท่านั้น ตามพี่น้องมาได้ห้าคนแต่ทุกคนที่มาก็ไม่สามารถบริจาคได้ ทุกคนสิ้นหวังโดยเฉพาะคนไข้ “น้องพี่มีอะไรจะบอกครับ น้องจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้นะ พี่ไปวัดทำบุญรักษาศีล 5ประจำ เวลามีปัญหาอะไรนะพี่จะมีคนช่วยตลอดเลย พี่ว่าเพราะผลบุญที่พี่ทำนะ ที่นี่สามารถนิมนต์พระมารับสังฆทานได้นะ พระท่านเป็นพระอาจารย์พี่เองแหละ ท่านจะมาสอนพวกหมอ พยาบาลทุกวันพฤหัสเย็นๆ ท่านก็มาแล้วสนใจไหม” “ผมไม่เคยทำ” โอ้พระพุทธเจ้าไม่เคยทำบุญ………. ฉันไม่รอช้าเพราะที่หอผู้ป่วยมีการจัดเตรียมชุดสังฆทานไว้บริการผู้ป่วยอยู่แล้ว ฉันเลือกชุดที่ใหญ่ที่สุดเตรียมให้เขา พร้อมกระดาษและปากกาหนึ่งชุด “น้องครับนี้ชุดสังฆทานพี่ให้เธอพี่อยากทำบุญกับเธอ OK ไหม เธอจะทำบุญเท่าไหร่ก็ได้ แล้วนี่กระดาษปากกา เขียนขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรหรือใครก็ได้ที่รู้สึกว่าทำผิดต่อเขา แล้วถวายพระอาจารย์ไปเลยให้ท่านพาความทุกข์ไปดีไหม” ผู้ป่วยมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย คงเป็นการถวายสังฆทานครั้งแรกของเขาจริงๆ แม่ของผู้ป่วยไปซื้อซองจดหมายและใส่เงินจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้ป่วยก็ตั้งใจเขียนขออโหสิกรรม ส่วนฉันเมื่อจัดการเรื่องถวายสังฆทานเสร็จก็มาติดต่อเรื่องเกล็ดเลือดเขาอีกครั้ง เหมือนปาฏิหาริย์มีผู้มาบริจาคเลือดไว้และมีเกล็ดเลือดสำหรับเขาแล้ว ฉันจึงดำเนินการขอเกล็ดเลือดมาให้เขา “นี่ๆๆ น้องมีเกล็ดเลือดแล้วนะอีกสองชั่วโมงก็ใช้ได้ นี่เพราะผลบุญแท้ๆ แค่คิดจะทำบุญถวายสังฆทาน ก็มีคนบริจาคเกล็ดเลือดให้ทำบุญได้ผลเร็วทันตา” เมื่อถึงเวลาถวายสังฆทานผู้ป่วยก็ตื่นเต้นมาก พระอาจารย์เมตตาสอนและให้ข้อคิดแก่เขา เขาตั้งใจถวายมาก ความศรัทธา เกิดขึ้นแล้ว…. หลังจากวันนั้น เขาจะให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดีและคงไม่ยากถ้าฉันจะชวนเขาทำบุญกุศล ฉันคิดว่าอย่างน้อยผู้ป่วยรายนี้ก็ได้ทำกุศล ได้คลี่คลายเรื่องค้างคาใจ ได้ขออโหสิกรรม (จดหมายที่เขาเขียนถวายพระอาจารย์) และได้เปิดเส้นทางบุญแล้ว ถึงจะเป็นครั้งแรกก็ยังดีที่เริ่มออกเดิน…………… | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-22 22:06:20 | |
ความเห็นที่ 40 (3205110) | |
คุณจิตใส คุณหมอ คุณพยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่ใจดีทุกคนค่ะ จากประสบการณ์ที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ดีใจเหลือเกินที่โรงพยาบาลพุทธชินราช มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เห็นใจดูแลผู้ป่วยได้มากเช่นนี้ โดยเฉพาะพยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้ OPD เกือบทุกแผนกดูแลผู้ป่วยด้วยใจจริงๆ อยากให้เผื่อแผ่ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยนี้ ไปที่แผนกเภสัชกรรมด้วยค่ะ เพราะไปทีไรแผนกนี้หน้าตาบึ้งตึงที่สุดในโรงพยาบาลเลยค่ะ (อย่าหาว่ามาฟ้องเลยนะคะ)
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น แอบมา วันที่ตอบ 2010-07-23 14:12:53 | |
ความเห็นที่ 41 (3205129) | |
หุๆๆๆ คุณห้องยาช่วยสนับสนุนในทุกๆ กิจกรรมชองชมรมเช่นถักหมวก ทำดอกบัว ทำสวยมากๆ แต่คงเพราะต้องแข่งกับเวลาเพราะคนไข้เยอะเลยหน้าบึ้งไปบ้าง ให้อภัยกันนะคะ และระบบยา รพ.เราก็พัฒนาไปได้สวย เขามีกิจกรรมดีๆ มาก เขาช่วยรัฐประหยัด ลดต้นทุนได้เยอะ ทำระบบจ่ายยาแบบ Unit dose แบบจ่ายยาวันต่อวัน นับเม็ดยากันเลย ถ้าพยาบาลจ่ายยาผิด จ่ายยาเกินก็สามารถตรวจสอบกันได้ทันที่ ถือว่างานหนักกว่าหลายโรงพยาบาล (วันๆ ก็นับแต่เม็ดยา) ห้ามหาย ห้ามขาด ห้ามเกิน ช่วยให้คนไข้ปลอดภัยค้า อีกอย่างเขาต้องรับแรงปะทะเยอะ เพราะคนไข้ รอมากนานกว่าจะมาถึงเขา ทุกคนรีบหมด รอหมอ รอผลเลือด รอบัตรนัด รอมานานความอดทนเลยหมดที่ห้องยา ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะหน้าบึ้งบ้างค่ะ ปล.ไม่ได้แก้ตัวแทนนะคะ มองแบบใจเป็นกลางจริงๆ เพราะที่รู้จักส่วนตัวน่ารักมาก และใจดีกันทุกคน โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มงานใจบุญมากกกกกก | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-23 16:00:36 | |
ความเห็นที่ 42 (3205770) | |
สาธุค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น แอบมา วันที่ตอบ 2010-07-28 12:57:14 | |
ความเห็นที่ 43 (3205848) | |
อ่านแล้วทำให้ได้ความรู้เพื่อการปฏิบัติงานมากมายเลยค่ะพี่จิตใส อนุโมธนาบุญกับพี่ด้วยนะค่ะ แล้วหนูจะเข้ามาติดตามเรื่อยๆเลยค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น น้อง รพ สมเด็จพระยุพราชนครไทย วันที่ตอบ 2010-07-28 17:17:13 | |
ความเห็นที่ 44 (3206295) | |
ผู้ป่วยจะต้องการการดูแลมากกว่าคนไข้ธรรมดาทั่วไป บ้างรายต้องการความช่วยเหลือที่บ้านและเราก็อาจต้องไปเยี่ยมบ้าน
แพทย์เจ้าของไข้และญาติผู้ดูแลลงความเห็นกันว่า จะดูแลแบบประคับประคอง ทีมพยาบาลช่วยกันสอนวิธีดูแลผู้ป่วยที่บ้านจนมั่นใจว่าญาติสามารถทำได้ ในขณะที่สอนเรื่องการดูแล เราต้องช่วยญาติออกแบบที่อยู่เพื่อให้เกิดอุปสรรคในการดูแลน้อยที่สุด ไม่ได้ เราถูกสอนไว้ เราต้องไม่ให้ความสัมพันธ์เกินมืออาชีพ ยิ่งบ้านอยู่ใกล้กันด้วยถ้ามีปัญหาคงตามเราตลอด ปรุงแต่งตามความไม่รู้ ตามกิเลส แพ้ความเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว วันเวลาผ่านไป ญาติสามารถดูแลผู้ป่วยได้หมดแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ก่อนกลับฉันถามเขาเรื่องสายยางให้อาหารว่า ถ้าครบเวลาหรือสายหลุดจะเปลี่ยนที่ไหน ญาติให้คำตอบว่าจะพาคนไข้ใส่รถมาที่ห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล...........คนไข้และญาติไม่มีทางเลือก แล้วฉันเล่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง เป็นไงเป็นกันฉันเลยอาสาจะไปดูแลคุณยายที่บ้าน ถ้ามีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนสายยางให้อาหาร 3 สัปดาห์ผ่านไป ฉันได้รับโทรศัพท์จากญาติผู้ป่วยรายนี้ ว่าคุณยายสับสนเลยดึงสายให้อาหารหลุด ฉันไม่รอช้า ซึ่งก็ว่างพอดีรีบเดินทางมาเตรียมอุปกรณ์ที่ตึกที่ทำงาน แล้วไปใส่สายให้อาหารทางจมูกให้คุณยาย ฉันไปที่หมายไม่ยากนัก เพราะเมื่อกลับบ้าน ฉันมักจะแอบมองบ้านคนไข้เสมอแต่ไม่กล้าไปเยี่ยมเพราะ “มีกำแพงขวางใจ” อยู่ เมื่อฉันไปถึงบ้านคุณยาย ลูกๆ ของเขาอยู่กันพร้อมหน้า กุลีกุจอช่วยเหลือบริการทุกอย่างและแสดงออกถึงความเกรงใจอย่างมากที่ต้องตามฉัน ฉันนึกโมโหตัวเอง เพราะอะไรฉันถึงกลัว กลัวว่าญาติจะมารบกวน กลัวความสัมพันธ์จะเกินเลย กำแพงคุ้มกันความสัมพันธ์อันนั้นได้พังลงแล้ว ฉันเป็นอิสระแล้ว อีก 2 สัปดาห์ต่อมาฉันก็ได้รับโทรศัพท์
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-30 20:36:18 | |
ความเห็นที่ 45 (3206645) | |
ฟังธรรม….การกู้ชีพด้านจิตวิญญาณ
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-02 19:28:45 | |
ความเห็นที่ 46 (3206646) | |
สาธุๆ ชอบรถธรรมโมบายล์มากเลยค่ะ กิ๊วกิ๊ว ไอเดียเริ่ดมากค่า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-08-02 19:34:01 | |
ความเห็นที่ 47 (3207084) | |
ชอบฟังคุณจิตใสเล่าประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย end of life แล้วลองทำตามแนวของพี่เขาดูตอนนี้รู้สึกเป็นสุขใจมากๆค่ะ การจากไปของหนึ่งชีวิตที่ได้ปลดปล่อยเรื่องค้างคาใจของญาติและผู้ป่วย และอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบและบรรยากาศธรรมะหนึ่งความเศร้าใจของการจากไปก็ยังก่อให้เกิดความอิ่มเอมใจของเจ้าหน้าที่ ที่ได้ส่งชีวิต 1 ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีของการเกิดมาเพียง 1 ครั้ง ขอบคุณคุณจิตใสมากๆเลยค่ะ ที่ได้แนะแนวทางพยาบาลน้องใหม่คนนึงให้รู้สึกว่าตนเองมีค่าที่จะให้ความสุขแก่ผู้ป่วยและญาติได้มากกว่าวิชาที่เรียนมาค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น น้องใหม่ หัดขับ วันที่ตอบ 2010-08-05 00:31:32 | |
ความเห็นที่ 48 (3207158) | |
อนุโมทนาบุญด้วย | |
ผู้แสดงความคิดเห็น หอยทาก วันที่ตอบ 2010-08-05 13:29:54 | |
ความเห็นที่ 49 (3207261) | |
บุญทันตา(ภาคต่อ) โดย..จิตใส โรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งให้ผู้ป่วยได้ร่วมทำบุญเป็นประจำในวันสำคัญ วันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมาก็เป็นเหมือนทุกครั้ง ถ้าโอกาสอำนวยฉันจะร่วมกิจกรรมนี้เสมอ แต่ละตึกจะมีพระเดินมาบิณทบาตถึงเตียงผู้ป่วยสายละเก้ารูป ครั้งนี้สำหรับฉันพิเศษกว่าทุกครั้งเพราะฉันได้เตรียมของสำหรับตักบาตรเพิ่มอีกเก้าชุดเพราะฉันต้องการนำไปให้ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ห้องแยกโรคที่ไม่เคยทำบุญ เขาพึ่งเคยถวายสังฆทานกับพระอาจารย์เป็นครั้งแรกครั้งนี้ไม่ควรพลาด…เขาจะได้มีเครื่องระลึกถึงภาพการทำบุญภาพที่อาจจะช่วยเข้าในวาระสุดท้าย ฉันโทรศัพท์ให้น้องที่อยู่เวรแจ้งเรื่องการทำบุญเพื่อเป็นแรงเสริมอีกหนึ่งแรง ฉันรีบไปทำงานแต่เช้า วันนั้นมีงานพิเศษด้วยเพราะต้องต้อนรับคณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลอื่นที่มาดูงานของชมรมจริยธรรม ฉันถือของที่เตรียมเข้าไปให้...เกินคาดผู้ป่วยและญาติได้เตรียมของตักบาตรไว้แล้ว จัดชุดอย่างสวยงาม “สวัสดีครับวันนี้หน้าตาสดชื่นนะ” ฉันร้องทักเขาตั้งแต่เปิดประตู “ครับเมื่อคืนพยาบาลมาบอกจะมีตักบาตร แม่ไปชื้อของมาให้ พี่ผมเดินไม่ไหวจะตักบาตรได้ไง” เขามีสีหน้ากังวล “ไม่ต้องกังวลพระท่านมารับถึงเตียงเลย นั่งที่เตียงนี่แหละ พี่เตรียมของมาเผื่อเธอด้วยนะ ฝากทำบุญด้วยนะ..ได้ไหม พอดีมีคนมาดูงานต้องไปต้อนรับเขา ไม่ได้ตักบาตรเลย เธอตั้งใจถวายดีๆนะทำแทนพี่ด้วย” “ครับ” วันนี้เขาดูหน้าตาสดชื่น อาบน้ำปะแป้งแต่เช้า คงดีใจที่จะได้ทำบุญ เพราะคราวที่แล้วทำบุญก็ได้เกล็ดเลือด ครั้งนี้ก็คงจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น (ความเป็นจริงไม่ควรหวัง แต่จิตคิดเองก็คงไม่เป็นไร) อาการเขาดีขึ้นตามลำดับ อีกสองวันต่อมาหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ วันที่เขาจะกลับบ้านฉันอยู่เวรเช้า…… ฉันได้รับโทรศัพท์จากที่วัดว่าจะมารับหนังสือสวดมนต์ที่พระอาจารย์ได้มาจากกรุงเทพและฝากรถของโรงพยาบาลมา ซึ่งมีจำนวนหลายเล่ม ฉันปรึกษาคนงานเรื่องการขน เรื่องหารถเข็น…… แม่ผู้ป่วยเปิดประตูห้องออกมาแล้วถามว่า "หมอมีหนังสือสวดมนต์หลายเล่มหรือแม่ขอสักเล่มได้ไหม" "เอาไปให้ใครหลายๆ เล่มก็ได้ เอาตอนนี้เลยก็ได้นะคะ" ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น "ฉันกับลูกจะสวดมนต์…เขาให้มาขอหมอ…." โอ้พระพุทธเจ้าจากคนไม่เคยทำบุญ จากคนที่เราต้องเข้าหา ในที่สุด…เขาก็เปิดใจที่จะอยู่ในทางบุญทางกุศลแล้วปลื้มจังเลย | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-06 07:31:13 | |
ความเห็นที่ 50 (3207345) | |
ขออนุโมทนาด้วยค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น พรพิมล วันที่ตอบ 2010-08-06 13:29:47 | |
ความเห็นที่ 51 (3208441) | |
เปลี่ยน WARDให้เป็นวัด (กิจกรรมสร้างบรรยากาศให้เป็นกุศล)
พระอาจารย์จะสั่งสอนเสมอว่าให้ยกวัดมาไว้ที่บ้าน ความหมายของท่านคือไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ เมื่อมาทบทวนกิจวัตรประจำวันของพยาบาลแล้วเวลาส่วนใหญ่ เราจะอยู่ที่ทำงาน ขึ้นเวรลงเวรนอกจากเราจะได้ทำบุญกับคนไข้แล้วถ้าเราสามารถเปลี่ยน WARD ให้เป็นวัด (วัดจริงๆ) คงดีไม่น้อยเพราะได้ประโยชน์หลายต่อ เจ้าหน้าที่ได้ทำบุญ ผู้ป่วยได้ทำบุญ เพราะเราทราบดีว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการให้ การให้และเรื่องเมตตา ต้องทำบ่อยๆทำจนเคยชิน จิตใจจะอ่อนโยนลง ให้ในหน้าที่แล้วต้องให้นอกเหนืองานประจำฝึกให้จนเป็นนิสัย ได้งานด้วยได้บำเพ็ญบารมีไปด้วยคงดีไม่น้อย หอผู้ป่วยอิ่มบุญจึงถือกำเนิดขึ้น
เมื่อสองปีที่แล้วชมรมจริยธรรมได้มีกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี ที่จึงเป็นโอกาสดี ฉันขออนุญาตหัวหน้าหอตั้งกระถางผ้าป่า ได้รับอนุญาตแต่ได้กำชับว่าให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาดและหาสถานที่ที่เหมาะสม
ภารกิจแรกของการเปลี่ยน WARD ให้เป็นวัดจึงเกิดขึ้น
“ บ้านใครมีไม้ไผ่บ่าง พี่จะทำไม้ติ้ว”ฉันหาแนวร่วม
“พี่ทำเป็นหรอ มันยากนะ” รุ่นน้องเป็นห่วง
“ยากตอนตัดไม้ไผ่ ตอนพันก้านให้สวยไม่ยากเคยช่วยแม่ชีทำ แต่ไม่ทำเองหรอจะเอาไปให้พ่อกับแม่ทำ คนแก่ที่บ้านจะได้บุญด้วย เย้ๆๆ”
“บ้านหนูมีค่ะพี่ใช้เยอะเปล่า หนูบอกพ่อตัดให้ พ่อหนูจะได้บุญด้วย เย้ๆๆๆ” รุ่นน้องขันอาสา ล้อเลียนเราด้วย
“สองปล้อง ถ้าจะให้ดีผ่ามาให้ด้วยนะ”
“แล้วถุงน้ำยาปรับผ้านุ่มหละใครมี จะใช้ทำดอกไม้ตรงปลาย สีสวยด้วย”
“บ้านหนูมี ใช้เยอะไหมแล้วจะให้แม่ล้างมาให้คะ” ได้แนวร่วมคนที่สอง กระถังไปขอพระอาจารย์ที่วัด ฟางที่ใช้เสียบไม้ชื้อร้านขายสังฆภัณฑ์ต้นละสี่สิบบาท ไม่นานกระถางผ้าป่าต้นแรกก็เกิดขึ้น หลายคนช่วยกันหาที่ตั้ง สรุปได้ว่าเราจะตั้งที่หลังตู้ขายขอซึ่งเป็นตู้เหล็ก ระดับความสูงกำลังดี อยู่ใกล้ เคาร์เตอร์พยาบาล(เฝ้าเงินได้) คนไข้ก็มองเห็น เพื่อให้กระถางสะอาดและสวยงามสมกับหัวหน้าไว้ใจต้องหาคนดูแล
“หนูจ๋า พี่จะยกบุญใหญ่ให้นะ สร้างโบสถ์บุญใหญ่นะ คอยดูแลเช็ดทำความสะอาดถ้ามีคนปักเงินแล้วไม่เป็นแนวเดียวกัน หนูก็ปักใหม่นะแล้วถ้าวันไหนมีเงินเยอะหนูเก็บไว้ มีเยอะเกินล่อตาล่อใจขโมย เราต้องลดความเสี่ยง ช่วยพี่หน่อยเผื่อพี่ไม่อยู่”ฉันมอบให้น้องจบใหม่ล่าสุดดูแล น้องรับงานและเฝ้าต้นผ้าป่าอย่างดี แถมด้วยการบอกบุญคนไข้ที่ ward ด้วยและถ้า มีคนไข้ต้องการจะปักเงินที่ต้นผ้าป่าเองน้องก็จะมีบริการยกกระถังใส่รถเข็นไปบริการถึงเตียง อิ่มบุญมีสุขกันทั่วหน้า…. กระถังนั้นยังอยู่ที่เดิมแต่บุญเราเพิ่มขึ้นทุกวัน งานแรกกฐินสร้างโบสถ์วัดวังหิน งานที่สองผ้าป่าโรงทาน งานที่สามเพื่อผู้ยากไร้สถานสงเคราะห์วังทอง งานที่สี่เทศน์มหาชาติ(งานนี้หัวหน้าจัดนะคะ) และคงมีตลอดไป เพราะวันหนึ่งชมรมมีงานเลยมายืมกระถางนี้ไปใช้ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันดูโล่งๆ พี่เอากระถางผ้าป่ากลับมาเถอะ หนูคิดถึง……………..สำเร็จเย้ๆๆๆ
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-14 07:11:51 | |
ความเห็นที่ 52 (3208610) | |
โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย (กิจกรรมสร้างบุญในWARD) ทุกครั้งที่ได้เดินทางและต้องพัก โรงแรง โดยความงก และชอบสะสม จึงขนของใช้ในโรงแรม พวกแชมพู ครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน แปลงสีฟัน หวี หมวกคลุมผม มาสะสมไว้ เพราะขวดสวย แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะ เก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึกเหมือนเป็นบันทึกการเดินทาง (จนเต็มตู้) เมื่อหยิบมาดูก็จะนึกถึงที่ที่เราเคยไป ไปเที่ยวกับใคร จังหวัดไหนประเทศไหนนึกถึงอดีตก็มีความสุขหลงไปทั้งวัน เพระอาจารย์สอนว่าเราควรละ การละก็ต้องฝึก ฝึกละทีละน้อยจนสักวันก็คงหมด เมื่อปฏิบัติธรรมนานขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตคืออาการงกเริ่มเบาบางลง การสะสมของต่างๆก็หยุด ถือเป็นเรื่องรุงรังของชีวิต มองเห็นของสะสมของตัวเองแล้วเศร้าใจแต่จะทิ้งก็ไม่เกิดประโยชน์ เลยนึกถึงคนไข้ มีคนไข้หลายคนเจ็บป่วยฉุกเฉินญาติเตรียมตัวไม่ทัน คนไข้เลยไม่มีของใช้ส่วนตัว และที่ WARD เราไม่ได้ให้ญาติเฝ้า เมื่อถึงเวลาต้องอาบน้ำให้คนไข้ หรือของใช้คนไข้หมด น้องๆที่ก็จะขอยืมคนไข้เตียงข้างๆ มาใช้ (ความลับนะ)เราล้อกันว่าเป็นสบู่ยี่ห่อ “ลัก” ย่อมาจากลักขโมย ไม่ดีไม่ดี…..เราเข้าใจเรื่องศีล น่ากลัวถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อันตราย เพื่อฝึกการละเรื่องของสะสม มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและไม่ต้องผิดศีลในบางเวลา “โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย”ภารกิจที่สองของหอผู้ป่วยอิ่มบุญจึงเกิดขึ้น “พี่ๆของใช้ที่โรงแรมแจกพี่ใช้ไหม หนูขอหนูจะเอาไปให้คนไข้” จำไม่ได้แล้วว่าไปพักโรงแรมไหน “ได้เลย เดี๋ยวพี่เก็บให้” กลับจากการประชุมครั้งนั้นฉันได้ของใช้มาหลายชิ้น รวมกับของเก่าที่สะสมไว้มากพอที่จะเปิดตัวโครงการได้อย่างสวยงาม “เด็กๆ จ๋า ต่อไปนี้ไม่ต้องใช้สบู่ยี่ห้อ ลัก อีกแล้วนะ เราได้ของบริจาคมาเยอะ เป็นของใช้จากโรงแรม เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เอามาให้คนไข้ดีกว่า มีหลายอย่างเลย ไหนใครช่วยคิดหน่อยจะจัดว่างอย่างไงดี ให้น่าหยิบใช้” “ดีจังเลยหนูก็สะสมไว้เยอะ เดี๋ยวเอามาสมทบด้วย” “ดีๆๆๆหนูเบื่อสบู่ยี่ห่อลักเต็มที เอาให้เขาเลยใช่ไหมคะ” “ใช่…ให้เขาเลยคนไข้ที่เตรียมมาไม่ทัน เราก็ต้องอาบน้ำใช่เปล่า ถ้าญาติมาก็ให้เขาเตรียมของเขาเหมือนที่เราแนะนำปกติแหละ”ปกติถ้าญาติมาเราจะแนะนำให้เขาเตรียมของใช้ประจำตัวให้ผู้ป่วย แล้ววางไว้ประจำที่ตู้หัวเตียง “หนูไม่ได้ไปโรงแรมแล้วหนูจะร่วมบุญได้ไง” น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้สงสัย “ช่วยหยิบไปใช้แล้วตั้งใจทำให้คนไข้สบายก็จะทำให้คนที่เขาเอามาบริจาคได้บุญด้วย แล้วถ้ามีโอกาสไปโรงแรมค่อยเอามา มันต้องได้ไปมั่งแหละตัวเอง อีกอย่างช่วยดูแลปัดกวาดเช็ดถูจัดให้สวยงามน่าหยิบใช้ ก็ได้บุญแล้ว” “จริงด้วย” “ใส่ตะกร้าดีไหมพี่ “ “หนูทำป้ายแปะให้ ให้เขียนว่าอะไรนะ” “โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วยยากไร้ ดีมะ” ฉันเสนอ “พี่หนูว่าโรงแรมหรูสู่ผู้ป่วยก็พอ เพราะบางคนไม่ยากไร้ แต่ไม่ได้ตั้งใจป่วยเฉยๆ” “เออจริง OK ตกลง โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย” พี่น้องช่วยกัน เรามีตะกร้าเล็ก ๆบรรจุของใช้จากโรงแรมเพื่อผู้ป่วยวางคู่กับกระถังผ้าป่า ต่อมาตะกร้าได้พัฒนามาเป็นกล่องใส่มีฝาปิดสวยงาม ของใช้วนเวียนมีมาไม่ขาดมีคุณหมอหลายคนผ่านมาเห็นก็เอาของมาบริจาคด้วย บางเวลาเป็นของที่ไม่ได้มาจากโรงแรมแต่เป็นของที่ซื้อมากร้านทั่วไป นั่นแสดงว่ามีคนซื้อมาบริจาค และอีกไม่กี่เดือนต่อมาโรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมพาเจ้าหน้าที่ทุกระดับไปดูงาน น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ก็ได้ไปพักโรงแรงและเก็บของใช้มาบริจาคด้วย มีความสุขกันใหญ่…..อิ่มบุญสาธุ
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-16 07:38:18 | |
ความเห็นที่ 53 (3208692) | |
สาธุๆ จิตใสนี่ไอเดียบรรเจิดจริงๆ อนุโมทนาบุญด้วยจ้า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-08-16 12:36:40 | |
ความเห็นที่ 54 (3209434) | |
อนุโมทนาสาธุ ในกุศลจิต ของคุณจิตใส กับทุกๆท่านด้วยค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น Master Peace วันที่ตอบ 2010-08-19 13:33:17 | |
ความเห็นที่ 55 (3209587) | |
ระยะสุดท้ายแบบเด็กๆ
ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย เนื่องจากได้เข้าอบรมการพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคองอาจารย์ให้เราดูแลเด็กหนึ่งคนเป็นเวลา สองสัปดาห์ ก่อนฝึกจริงอาจารย์จะสอนทฤษฏี เด็กเล็กมักไม่สนใจเกี่ยวกับความตาย แต่จะสนใจเกี่ยวกับการเล่นกับเพื่อน และ ผู้ปกครองที่เขารักมากกว่า ส่วนเด็กโตวัยรุ่นจะสามารถเข้าใจอะไรได้ดี เด็กๆทุกคนมีความฝันเช่นฝันที่จะไปเที่ยว อยากทานอาหารดีๆ หรืออยากได้บางอย่าง ความต้องการของเด็กนั้นบางทีง่ายแต่มีความหมายทางจิตวิญญาณ…อาจารย์ไกด์ว่าให้เราตามหาความฝันและเติมความฝันให้เด็ก เฮ้อ….เคยดูแลแต่คนแก่ไม่เคยดูเด็ก ลูก ก็ไม่มี…..เป็นไงเป็นกันสู้ๆๆ
อาจารย์มอบหมายให้ฉันดูแลเด็กชาย อายุ สิบสองปีเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฉันศึกษาประวัติจากเวชระเบียนแล้วอึ้ง น้องเป็นเด็กชาวกระเหรี่ยง(ปะกากะญอ) พูดไทยได้นิดหน่อย และเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภก์…
แรกพบน้องอยู่ในห้องแยกโรค ในห้องนั้นมีผู้ป่วยเด็กอยู่ด้วยกันสามคน
สองคนมีแม่เฝ้า ส่วนน้องที่ฉันดูแลไม่มีใครเฝ้า เตียงน้องอยู่ติดหน้าต่าง
สภาพที่เห็นคือเด็กผู้ชายผิวขาว มีก้อนนูนมีคางด้านซ้ายก้อนโตมากจนทำให้น้องหน้าผิดรูป ปากปิดไม่สนิท ข้อมือขวาให้เกลืออยู่ ดูโดยรวมน่ารักดี ยกเว้นไอ้ก้อนนั้น มองที่ไรเศร้าใจทุกที
วันแรกฉันเข้าไปทักทาย ดูแลเรื่องทางกายทั่วไป วันนี้เป็นวันที่ให้น้ำเกลือเพื่อตรียมจะรับยาเคมีบำบัดในวันต่อมา ฉันดูแลเช็ดตัว ป้อนข้าว และให้การพยาบาลตามสมควร ที่สำคัญคือเรื่องการสร้างความไว้วางใจ
สามวันแรกก็เน้นการพยาบาลด้านกาย เพราะอยู่ในระยะให้เคมีบำบัด แต่ก็ผ่านไปด้วยดีไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างให้ เหลือแต่เฝ้าระวังอาการแทรซ้อน หลังรับยา เช่นเรื่องติดเชื้อต่อ
ฉันหนักใจมากเพราะฉันยังตามหาความฝันน้องไม่เจอเลย พ่อแม่ก็ไม่มีให้ซักถาม พูดไทยก็ไม่ค่อยได้ ฉันเลยไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าจะซื้อของเล่นให้เลยเพราะเป็นเด็กผู้ชายความฝันก็น่าจะเป็นของเล่นเช่นรถบังคับ เขาก็น่าจะมีความสุขแล้ว อาจารย์ไม่ยอมให้ฉันพยายามต่อ และแล้ว……สิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น…
หนูอยากกินอะไรไหม….(ทุกครั้งที่ฉันถามจะเจอความเงียบไม่ได้คาดหวังจะได้คำตอบ แค่ชวนคุยเท่านั้น)
ผัดกระเพรา….น้องตอบฟังชัดเจน
ฉันดีใจปนเศร้าใจมาก ดีใจเพราะน้องพูดความต้องการแล้ว เศร้าใจเพราะฉันต้องลำบากมากในการไปซื้อข้าว...ที่นั่นไม่ใช้บ้าน มันเป็นกรุงเทพฯ และฉันเป็นนักศึกษา น้องต้องทานอาหารที่ไม่มีแบคทีเรีย ฉันต้องหาไมโครเวปด้วย
ฉันได้ขอความช่วยเหลือจากพยาบาลประจำหอ จนอาหารมื้อแรกสำเร็จ
ต่อมากก็เป็น ข้าวผัด หมูทอด และอื่นๆ ในช่วงบ่ายๆ ของทุกวันก็จะเล่นกิจกรรมกลุ่ม บ่ายวันหนึ่งเราวาดรูป น้องวาดรูปเฮลิคอปเตอร์ เหมือนจริงมากแต่เป็นรูปเล็กๆ น้องบอกว่าเคยเห็นแล้วก็มีรูปรถบนทางด่วนที่มองเห็นนอกหน้าต่าง
ฉันเจอแล้วน้องมีความสุขเมื่อวาดรูป ตกเย็นฉันหาอุปกรณ์ เพื่อวาดรูป ที่หาได้คือสมุดวาดเขียนขนาดใหญ่ และสีไม้
เมื่อฉันมอบให้เขา เขามีความสุขมากกับการวาดรูป วาดแล้วพยายามเล่าให้ฉันฟัง มีภาพบ้านของเขาด้วย ฉันจัดที่แสดงผลงานเล็กๆให้เขา พยาบาลเจ้าของหอเห็นผลงานก็มาให้คำชม
และวันเกือบสุดท้ายคุณพี่เลี้ยงที่เป็นเจ้าของไข้ (มาจากในพระราชวัง) เห็นผลงานของน้อง ชื่นชอบมาก บอกว่าจะนำไปถวายสมเด็จแม่ โอ้….ว้าว….
ใกล้จะสิ้นสุดการฝึกก็สำคัญเพราะเราต้องลาจากกัน เรานัดจะแลกของที่ระลึกกัน ฉันมอบรถบังคับที่ขออนุญาตอาจารย์ตั้งแต่ครั้งแรก ส่วนน้องวาดรูปภาพเหมือนให้ฉัน
ในนั้น เป็นรูปบ้านเขาที่กาญจนบุรี มีคนในครอบครัวเขา และมีฉันอยู่ด้วย ……แล้วเราก็ลาจากกัน
ปล.เมื่อวานดูข่าวมีรายการเกี่ยวกับคนที่รักนายหลวงมาพูด เด็กน้อยที่ฉันเคยดูแลเมื่อปีที่แล้วได้ออกทีวี มาพูดถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัว เขาพูดได้ชัดและยิ้มสวยขึ้น เพราะก้อนที่หน้าก็ยุบแล้ว แต่ไม่รู้น้องจะอยู่อีกนานไหม...
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-20 06:37:19 | |
ความเห็นที่ 56 (3209611) | |
อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ คุณจิตใส ตามใจแทบไม่ทัน ขอเป็นกำลังใจต่อไปนะคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น อาตาปี วันที่ตอบ 2010-08-20 09:31:25 | |
ความเห็นที่ 57 (3210656) | |
ขออนุโมทนากับคุณจิตใส ด้วยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ ขอให้คุณจิตใสนำเรื่องดีๆมาแบ่งปันกันอีกนะคะ ขอขอบคุณค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้รอคอย วันที่ตอบ 2010-08-25 10:15:44 | |
ความเห็นที่ 58 (3211948) | |
อยากได้เมล์ติดต่อกับพยาบาลท่านนี้จังค่ะ
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น เอ (phat26-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-01 13:03:47 | |
ความเห็นที่ 59 (3212051) | |
เมลไปที่นี่ได้เลย ของคุณจิตใสค่ะ jitdd@hotmail.co.th | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตเกือบใส วันที่ตอบ 2010-09-02 08:19:08 | |
ความเห็นที่ 60 (3212306) | |
ขอชื่นชมคุณจิตใสด้วยอีกคนนะคะ อ่านแล้วรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ ขอให้ทำความดีตลอดไปนะคะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ใจดี วันที่ตอบ 2010-09-03 15:48:49 | |
ความเห็นที่ 61 (3212372) | |
ทุกข์เพราะใจไม่เป็นกลาง | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-04 07:02:47 | |
ความเห็นที่ 62 (3215022) | |
ขอบคุณมากค่ะ ภายใต้โรคภัยที่มืดหม่น ก็ยังมีความงดงามของจิตใจคน ให้เรียนรู้สัมผัส ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ดีแบบนี้ค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น อัญ (aki_kkg-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-15 13:15:23 | |
ความเห็นที่ 63 (3216276) | |
ได้อ่านไดอารี่ของคุณจิตใสเพราะอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งส่งมาให้อ่าน ตอบกลับอาจารย์ไปว่า "ขอบพระคุณมากๆครับ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากๆสำหรับผู้ที่ยังอยู่และจากไป" อยากพูดประโยคนี้กับคุณจิตใสด้วยเช่นกันครับ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น todayonlyday (anupong-dot-warin-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-22 15:38:37 | |
ความเห็นที่ 64 (3216357) | |
ขอบพระคุณทุกกำลังใจค้า......... ชื่นใจ ก็รู้ มีความสุข ก็รู้ อิ่มบุญ ก็รู้ สาธุ สาธุ สาธุ ค้า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-22 21:41:08 | |
ความเห็นที่ 65 (3216396) | |
เกาะชายผ้าเหลือง พระอาจารย์มารับสังฆทาน ท่านได้สอนเรื่อง ความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากการยึด ท่านพูดไม่กี่ประโยคแล้วก็ไปแต่มีความสำคัญมากเพราะวันต่อมา คนไข้มีอาการทรุดลง แพทย์คิดว่าคงติดเชื้อความดันโลหิตต่ำ ฉันโทรศัพท์ตามเขา เตรียมทำใจรับความวุ่นวายที่จะมาถึงเมื่อเขามาถึงฉันรีบเดินไปอธิบายอาการเพื่อลดความตึงเครียดให้น้องเจ้าของไข้ แต่ไม่เป็นเหมือนที่คิดเขาจับมือฉันแล้วพูดว่า | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ชินวงส์ วันที่ตอบ 2010-09-23 08:17:44 | |
ความเห็นที่ 66 (3216764) | |
ห่วงที่ได้คลี่คลาย
ผู้ป่วยชายวัยกลางคน ไปขายแรงงานที่ไต้หวันถูกส่งกลับเมืองไทยเพราะป่วยด้วยโรคกรวยไตอักเสบเพราะอยู่ไกลบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมุ่งมั่นแต่ทำงานเลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองนัก กลับมาเมืองไทยกับเงินหนึ่งก้อนเมื่อตรวจอย่างละเอียดพบว่าไตวายก็ใช้เงินรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนอยู่สามเดือนจนเงินก้อนสุดท้ายหมด จึงย้ายเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐบาลแต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะพบว่าไตวายระยะสุดท้าย ผู้ป่วย ญาติและแพทย์เจ้าของไข้ตัดสินใจการรักษาว่าจะไม่ฟอกไตต่อ เขาจึงเป็น “ผู้ป่วยระยะสุดท้าย” สภาพผู้ป่วยรายนี้เมื่อพบกันครั้งแรกหน้าบวมโดยเฉพาะหนังตาบวมเกือบปิด ตัวบวมมาก ระดับความรู้สึกตัวดีผิวหนังเปลี่ยนสีคล้ำ แววตาเศร้าหมองหายใจหอบนอนราบไม่ได้แต่ญาติและผู้ป่วยไม่ฟอกไตและเลือกการรักษาแบบประคับประคองแพทย์จึงให้ออกซิเจนห้าลิตร/นาทีซึ่งดูจากอาการแสดงที่เป็นอยู่ขณะนั้นน่าจะได้ใช้เครื่องช่วยหายใจเสียมากกว่าแขนซ้ายของผู้ป่วยได้รับยาขับปัสสาวะเข้าทางหลอดเลือดดำโดยใส่เครื่องนับหยดน้ำเกลือไว้(ทำให้เขาไม่สามารถขยับแขนได้สะดวกนัก) แต่ไตของเขาไม่ตอบสนองต่อยาเลย เพียงสองวันที่นอนรักษาตัวอยู่ ระดับความรู้สึกตัวเริ่มเปลี่ยน เพราะของเสียคั่ง เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายเป็นพักๆและผู้ป่วยจะมีอาการร้อนมากๆทั้งๆที่หอผู้ป่วยก็ติดเครื่องปรับอากาศอาการแสดงนี้เป็นเครื่องหมายว่าเวลาของเขาน้อยลงทุกที ทีมพยาบาลในหอผู้ป่วยพยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่จะพอทำได้ ชักชวนให้ถวายสังฆทาน
ฟังธรรมะและจัดสภาพแวดล้อมให้สงบ… ฉันเฝ้าภาวนาขอให้เขาไม่ต้องทุกข์และทรมานมากนัก อีกสองวันต่อมาฉันขึ้นทำงานเวรดึก เมื่อฟังรับเวรถึงอาการของเขา รุ่นน้องส่งเวรว่าเขากระสับกระส่ายมาก ร้องขอสิ่งของหลายอย่างพยายามต่อสู้กับอาการทางกายที่เกิดขึ้น เขาให้พี่ชายขยับพลิกตัว ยกแขน ยกขา ผุดลุกผุดนั่งโดยเฉพาะให้นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวตลอดเวลาทำให้ญาติคือพี่ชายของเขาเหนื่อยล้าเต็มที ฉันรีบทำงานส่วนอื่นให้เสร็จและตั้งใจว่าฉันจะให้เขาโดยไม่มีเงื่อนไข ฉันเข้าไปให้การพยาบาลเขาฉันเฝ้าเช็ดตัว ขยับขา ห่มผ้า เกาหลัง พลิกตัว จับลุกนั่ง จับนอนและพยายามพูดเตือนสติให้เขายอมรับในการดำเนินของโรคและอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นเวลาสองชั่วโมงเต็ม ในใจก็คิดว่าเพราะเหตุใดทำไมเขาเรียกร้องมากเท่านี้เพราะเหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับความตายที่กำลังจะมาถึงทั้งๆที่เขาเองบอกว่าทำใจได้แต่แรก โดยเฉพาะเวลานี้เป็นเวลาที่เขาควรมีสติที่สุดฉันผิดหวังและรู้สึกล้มเหลวและเสียดายโอกาสทองของคนไข้มาก เริ่มมีโทสะ “พยาบาลขอผ้าชุบน้ำหน่อย” ฉันหยิบผ้าผืนใหม่ส่งให้เขา “เอาน้ำแข็งด้วย เอาเย็นๆ” “น้ำแข็งหมดแล้ว” ฉันพูดห้วนๆ พร้อมถอนหายใจ “เอาน้ำแข็ง มันร้อน มันร้อนเข้าใจไหม” เขาพูดแล้วใช้มือตบเตียง “ร้อนกายหรือร้อนใจ “ ฉันทนไม่ไหว วางผ้าอีกสองผืนบนหน้าอกเขา “ไม่รู้จึงจะไปยึดอะไรนักหนาไอ้ ความร้อนความเย็นนี่ แทนที่จะตั้งสติรวบรวมพลังมารักษาใจตนเอง” ฉันเผลอพูดทำร้ายจิตใจเขา ฉันพูดมากเกินไปแล้ว ฉันรู้ตัวว่าฉันต้องพักตั้งสติแล้ว เพราะจะพากันเสียทั้งคนไข้และพยาบาล แต่จะไม่ยอมแพ้ฉันกลับมานั่งพักกายพักใจสักคู่ แว๊บเดียวของความคิด พี่ชายของเขาต้องช่วยฉันได้ฉันสังเกตเห็นพี่ชายรักและเป็นห่วงผู้ป่วยมากเฝ้าทำแบบที่ฉันทำให้ผู้ป่วยมาสี่วันแล้วฉันเลยตัดสินใจเข้าไปคุยกับพี่ชายเขา โดยถามไปตรงๆว่าผู้ป่วยมีเรื่องค้างคาใจอะไรหรือไม่เพราะอะไรเขาจึงเรียกร้องต่อสู่เพื่อการมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่ตอนแรกเขาก็เป็นคนเลือกเองและสิ่งที่ฉันได้รับรู้มันสะเทือนใจมากพี่ชายผู้ป่วยเล่าว่า หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ภรรยาของเขาได้ทิ้งเขาไปและแต่งงานใหม่โดยพาลูกสาววัยหกขวบไปด้วย……จากไปทั้งๆ ที่เขาป่วยและไม่มีเงิน โอ้…เขาห่วงลูก ใช่แล้วลูกของเขา ส่วนภรรยาไม่ต้องพูดถึงเป็นใครก็ต้องแค้น
ไม่ควรเสียเวลานึกถึง ความหวังกลับมาอีกครั้ง ฉันพบปมของปัญหาแล้ว ฉันใช้เวลาสิบนาทีสนทนากับพี่ชายของเขา เพื่อร่วมกันช่วยคลายทุกข์และคลี่คลายเรื่องค้างคาใจให้ผู้ป่วย…….แข่งกับเวลาที่หมดไปทุกขณะ
“พยาบาลทราบว่าคุณรักและห่วงน้องชายคุณมาก” “ครับผมรักและสงสารเขามาก แต่สี่วันนี้หนักสุดรวมๆแล้วก็สามเดือนที่ดูแลกันมา ผมอดทนทำสุดๆเพื่อเขา ผมเหนื่อยมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไงต่อดี เขากระสับกระส่ายมากบ่นอยากตายแต่ผมดูแล้วเขาไม่ปลงเลย” ความรักของพี่ “พยาบาลคิดว่าที่เขาเป็นแบบนี้เพราะเขาห่วงลูกคะ” “ครับ น่าจะใช่” “พยาบาลขอร้องคุณนะคะ คุณช่วยรับปากคนไข้ได้ไหมคะว่าคุณจะดูแลลูกแทนเขาจะไม่ขาดการติดต่อ ถึงน้องเขาจะไปอยู่กับครอบครัวใหม่กับแม่ก็ตาม หรือถ้าน้องมีปัญหากับพ่อใหม่คุณก็จะรับน้องมาดูแลถึงเป็นภาระใหญ่ก็ตาม คุณทำได้ไหมคะ พยาบาลจะกั้นม่านให้คุณได้อยู่กับน้องคุณพูดคุยกันเป็นส่วนตัว ดีไหมคะ” พี่ชายคนไข้ไม่ตอบ มองหน้าฉันยิ้มที่มุมปาก แววตาลังเล ฉันอ่านสายตานั้นออกว่าเขาไม่เชื่อว่าพูดแล้วคนไข้จะสงบ ส่วนเรื่องหลานฉันมั่นใจว่าเขาทำได้ “ฉันรู้ว่าคุณอาจจะไม่เชื่อว่ามันจะทำให้เขาดีขึ้น แต่เราไม่มีอะไรจะเสียนี่คะ ฉันขอเพียงแต่ว่าให้คุณพูดจากความจริงใจทำให้เหมือนที่พี่ชายจะทำสิ่งดีและสำคัญให้น้องชายเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ ฉันมั่นใจว่าคุณทำได้และเต็มใจทำด้วย” “ครับ” ฉันไม่รอคำตอบอีกต่อไปฉันเดินไปที่เตียงผู้ป่วยอีกครั้งกั้นม่านตามที่บอกจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนที่คิดว่าเขาสบายที่สุด “คุณ…พี่ชายคุณเขามีเรื่องจะพูดด้วย“ แล้วฉันก็เดินออกมาเพื่อเตรียมฉีดยาผู้ป่วยรายอื่นเพราะใกล้เช้าแล้วความจริงฉันอยากจะอยู่กับเขามากกว่านี้ แต่ไม่ได้แล้วมีงานอีกเยอะ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รุ่นน้องที่เป็นเจ้าของไข้ผู้ป่วยรายนี้ก็มาบอกฉันว่าผู้ป่วยหยุดกระสับกระส่ายแล้วนอนนิ่งถึงแม้จะเริ่มหอบมากก็ตาม น้องบอกว่าผู้ป่วยสงบหลังจากพี่ชายเข้าไปคุยเมื่อตีสี่ โอ้ขอบคุณพระพุทธเจ้าขอบคุณที่ทำให้ฉันคิดได้ ใช่จริงๆ เขาห่วงลูก ตีห้าความดันโลหิตเริ่มต่ำลง เขาหยุดหายใจและจากไปอย่างสงบเพราะห่วงสำคัญได้คลี่คลาย……สาธุ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-25 16:17:00 | |
ความเห็นที่ 67 (3216790) | |
อนุโมทนากับคุณจิตใส เขียนได้ชวนอ่าน ชวนติดตาม แต่ละ case มีจุดสำคัญต่างๆกันที่หลากหลายและผู้เขียน เป็นคนช่างสังเกตุและให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆน้อยที่ผู้อื่นอาจมองข้าม สมควรเผยแพร่และเป็นตัวอย่างที่ดีการการดูแลผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณอย่างมาก ชื่นชมจริงๆ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น หมอจ้อ วันที่ตอบ 2010-09-25 20:41:36 | |
ความเห็นที่ 68 (3247609) | |
อนุโมทนาบุญกับคุณจิตใจค่ะ THE IDOL ของน้องๆพยาบาล | |
ผู้แสดงความคิดเห็น ใจไหว ไหว วันที่ตอบ 2010-09-28 10:20:02 | |
ความเห็นที่ 69 (3248054) | |
ก้าวข้ามเส้นแบ่ง
08.00 น. “สวัสดีจ้า” ฉันรับโทรศัพท์รุ่นพี่พยาบาลที่ฉันนับถือมาก เคยสอนงานเมื่อฉันเป็นพยาบาลจบใหม่ แต่เพราะพี่เขาแต่งงานเลยย้ายตามสามีไปอยู่จังหวัดอื่น
“ขึ้นเวรอะไร พี่คุยได้ไหม” เสียงดังจากปลายทาง
“เวรดึกจ้า พี่มีอะไรหรือเปล่า ว่ามาเลย”
“มี…ตอนนี้พ่อพี่ใส่ท่อ นอนอยู่หอผู้ป่วยชาย เหนื่อยมาก ตอนหัวค่ำน้องสาวโทรบอกเมื่อคืน ดีที่พี่มารถทัวร์คันสุดท้ายทัน พี่มาอยู่กับพ่อตั้งแต่ตีสามแล้ว”
“แล้วเบาเหนื่อยไหม รู้ตัวอยู่ไหม”
“รู้ตัวดี แต่เหนื่อย ต่อเครื่องช่วยหายใจก็ไม่ดี พี่ว่าพ่ออาจจะมีลมรั่วที่ปอดซ้าย แอบมอง ฟิล์ม X Ray ไกลๆ แต่เกรงใจหมอที่อยู่เวร เดียวเขาจะว่าวุ่นวาย พ่อเป็นระยะที่สามแล้วด้วย นี่ก็คงตกใจมากๆ จนอึลดกางเกงเลย” รุ่นพี่เล่าอาการแถมแอบยอดมุข พื้นฐานเป็นคนดี เก่ง มีน้ำใจ มองโลกในแง่ดีเสมอพี่สาวคนนี้
“พี่ก็….พ่อแย่ตากหาก เหนื่อยจนกลั้นไม่ไหว ใครที่ไหนจะอยากอึให้ลูกเช็ด
มุขไม่เลิกนะ OK พี่รอหนูแป๊บ เดี๋ยวส่งเวรเสร็จหนูจะรีบไปดู” “แฮ่ๆๆ... ขำๆ แล้วเจอกัน”
พ่อของรุ่นพี่ป่วยมาได้ 1 ปีแล้ว ด้วยอาการมะเร็งปอดระยะที่สาม รับการรักษาตัวโดยการตัดปอดด้านขวา ให้ยาเคมีบำบัด แต่ทนอาการแทรกซ้อนของยาไม่ไหว เลยให้ไม่ครบ ตกลงใจกันว่าจะรักษาแบบประคับประคอง ถ้าเหนื่อยเนื่องจากมีน้ำในเยื่อหุ้มปอด ก็มาเจาะออกเป็นระยะ สามารถช่วยเหลือตัวเองและกิจการที่บ้านได้ มีความสุขระดับหนึ่ง
เมื่อลงเวร ฉันรีบไปที่หอผู้ป่วยชาย สอบถามอาการกับพยาบาลเจ้าของหอและรุ่นพี่ เราสรุปกันได้ว่า พ่อน่านะมีลมรั่วที่ปอดข้างที่เหลือจริง (Pneumotrax มีลมรั่วอยู่ในชั้นเยื่อหุ้มปอด แล้วทำให้เกิดความดันเบียดปอดให้มีปริมาตรเล็กลง ผู้ป่วยจะหอบมาก ความดันต่ำ ถ้าไม่ได้แก้ไขจะเสียชีวิตในที่สุด)
“พี่หนูถามตรงๆเลยนะพี่ พี่ว่าไง ถ้าลมรั่วจริง พ่อต้องใส่ ICD”
ICD คือการใส่ท่อขนาดเท่านิ้วกลางของเรา แทงทะลุหน้าอก ไประบายลมที่อยู่ในเยื่อหุ้มปอด และต่อกับขวด ขณะแทงท่อระบาย ต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เวลาแทงผ่านชายโครง บางครั้งมีเสียดังปุ๊ เลือดสาด หวาดเสียวสุดๆ แต่ถ้าทำสำเร็จ ผู้ป่วยจะมีอาการทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
“ถึงพ่อจะอยู่ในระยะที่สามก็ตาม พ่อไม่น่าไปเพราะลมรั่วนะ แต่ถ้าเขาหอบเพราะปอดติดเชื้อ หรือเพราะตัวโรคก็ว่าไปอย่าง ”
“พี่…….ใส่นะ ICD แต่ถ้าต้องปั๊มก็ไม่” รุ่นพี่สรุปชัดเจน
“OK เดี๋ยวหาตัวช่วย ”
ฉันเดินเข้าไปดูคนไข้ ซึ่งสมัยก่อนฉันมักไปเที่ยวบ้านรุ่นพี่ พ่อท่านนี้แหละที่ มักทำกับข้าวมาเลี้ยง ต้อนรับเราอย่างดีทุกครั้ง พ่อนอนหลับตาเอามือวางที่หน้าอก หน้านิ่ว หายใจหอบ ไม่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยเลย
“พ่อ เหนื่อยใช่ไหม” ฉันก้มหน้าถาม คนไข้ลืมตามอง พยักหน้าตอบ
“อดทนหน่อยนะพ่อ เดี๋ยวหนูช่วย” พ่อพยักหน้าอีกครั้ง
“พี่แบบนี้อาจารย์แม่ช่วยได้”
ฉันนึกถึงอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่มีจิตเมตตามากๆ เป็นหมอเฉพาะทางโรคปอด ท่านงานเยอะมาก ฉันรู้สึกเกรงใจท่าน แต่เพื่อรุ่นพี่และพ่อ ถ้าทำอะไรได้ ฉันก็จะพยาม รุ่นพี่ก็กลัวว่าจะเป็นการวุ่นวาย และเริ่มลังเลว่าฉันจะเดือดร้อน กลัวว่าฉันจะเสียเวลา เพราะลงเวรดึกไม่ได้นอนมาทั้งคืน ฉันย้ำกลับไปว่าฉันเต็มใจทำ ฉันพารุ่นพี่ไปนั่งรออาจารย์แม่ ท่านกำลังตรวจเยี่ยมคนไข้ในหน้าที่รับผิดชอบแบบใส่ใจ เมื่อท่านเห็นเราสองพี่น้องก็เข้ามาทัก ทราบอาการของคนไข้ก็ยินดีรับเป็นเจ้าของไข้ และให้ย้ายจากหอผู้ป่วยชาย มายัง SUB ICU เราต้องทำเวลา เพื่อที่จะให้อาจารย์แม่ได้ตรวจคนไข้ได้โดยไม่เสียเวลา เพราะวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ อาจารย์แม่น่าจะได้พักผ่อน โชคเข้าข้างเราเหลือเกิน มีผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแพทย์สั่งให้ย้ายจาก SUB ICU ได้ ฉันขอร้องรุ่นน้องเวรเช้าให้รีบย้าย และรับพ่อเข้ามา
“ช่วยพี่หน่อยนะ พ่อรุ่นพี่ที่สอนพี่มาเลย พี่เขาเคยทำงานที่นี่เป็นคนดีมากๆแฟนพี่เขาเป็นหมอ แต่เขาไม่เรื่องมากเลยนะ เกรงใจเรามากๆด้วย”
เราสามารถย้ายผู้ป่วยมาด้วยเวลาไม่นานนัก เพระทุกคนต่างช่วยกัน น้องๆช่วยกันหารถนอน ถังออกซิเจน และฉันก็เป็นคนไปช่วยย้ายเตียง
เมื่ออาจารย์แม่มาเยี่ยมคนไข้ เป็นเหมือนที่เราคาด ท่านลงมือใส่ ICD ให้พ่อทันที และมีคำสั่งย้ายพ่อไปดูแลต่อใน ICU ทุกอย่างเรียบร้อยเป็นเวลาเกือบ 11.00 น.เหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง รุ่นพี่ยกมือไหว้ขอบคุณฉัน ที่มีส่วนทำให้พ่อเขาดีขึ้น ฉันตกใจ รุ่นพี่ไหว้ฉัน
“ขอบคุณมากนะ ที่ช่วยพี่ หนูดีมากจริงๆ ถ้าไม่ได้หนู พ่อพี่คงไม่ดีขึ้นแบบนี้ พี่ซึ้งว่ะ”
“พี่...เพราะพี่เป็นคนดีมากกว่า พี่ดีมาก ๆ พี่สอนหนูจนหนูเป็นงาน เป็นหนูทุกวันนี้ได้ ที่ทำแบบนี้ยังน้อยนัก พี่รู้ไหม...หนูเต็มใจมากที่ได้ทำ ได้ตอบแทนคุณพี่ อีกอย่างหนูไม่ง่วงเลย อย่างนี้เขาเรียกว่ากำลังปีติหล่อเลียงโย่ๆๆ”
“อย่าพูดแบบนี้ดิ...เขินแต่หนูก็เป็นคนดีแล้ว บุญนี้ก็จะส่งผล เหมือนหนูทำให้พี่เหมือนกัน”
“สาธุค้า...พอแล้วๆ ปลื้มจนตัวจะลอย”
หนึ่งวันผ่านไป ฉันได้รับโทรศัพท์จากรุ่นพี่อีกครั้ง
“CNN รายงานข่าว พ่อพี่เอาท่อช่วยหายใจออกได้แล้ว เย่ๆๆ”
“โห….สุดยอดเลยเตี่ย 555” สองพี่น้อยคุยกันอย่างมีความสุข
ความสุขแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการตัดสินใจที่ดี เราอาจไม่ได้หัวเราะเพราะพ่ออาจไปก่อนเวลา ปัญหาที่สำคัญของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หาคำตอบได้ยากที่สุดคือ เราจะช่วยคนไข้ถึงแค่ไหน หมายถึง การใส่ท่อช่วยหายใจ การเจาะคอ การฉายแสง การผ่าตัด พิจารณาให้ดีจะพบว่าการช่วยเหลือต่างๆ ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การให้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะการกระทำนั้นๆ จะช่วยลดความทุกข์ทรมาน ไม่เร่งและไม่ยื้อชีวิตคนไข้ เส้นแบ่งนี้บางมากทีเดียว
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-28 16:41:56 | |
ความเห็นที่ 70 (3249213) | |
คุณพ่อก็น่าจะเป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน อ่านแล้วใจไหว ไหว พ่อจะโชคดีเหมือนพ่อของพี่คนนี้หรือเปล่าน้อ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตไหว ไหว วันที่ตอบ 2010-09-30 10:28:04 | |
ความเห็นที่ 71 (3249742) | |
โชคดีแน่นอน ถ้าเราชวนพ่อมั่นทำบุญ ทำกุศล เมื่อถึงยามทุกข์ จะมีบุญค้มกันภัยเองค้า เป็นกำลังใจนะค่ะ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-30 18:00:58 | |
ความเห็นที่ 72 (3249788) | |
อนุโมทนาบุญกับคุณจิตใจครับ อ่านแล้วรู้สึกประทับใจมากครับ | |
ผู้แสดงความคิดเห็น วิรัตน์ วันที่ตอบ 2010-09-30 20:13:57 | |
ความเห็นที่ 73 (3253954) | |
ขอขอบคุณน้องมากที่ช่วยอย่างต็มที่ และคุณหมอที่ช่วยอย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกๆท่าน มีความคิดว่าเราก็จะทำดี ให้กับคนอื่นต่อๆไปอีก | |
ผู้แสดงความคิดเห็น พัชรี (jab-2510-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-07 21:16:01 | |
ความเห็นที่ 74 (3253981) | |
สาธุค้า .....พี่จาบตัวจริงเสียงจริง........พ่อกลับบ้านได้แล้วใช่ไหมล่ะโย่ๆๆๆ
| |
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-10-07 22:03:38 | |
1 |
| Copyright © 2010 All Rights Reserved. |
| Visitors : 103185 |
![]() |