ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ไดอารี่ชีวิต โดย จิตใส

ไดอารี่ชีวิต โดย จิตใส


เพราะรู้สึกผิดจึงยึดไว้
 
...จิตใส...
 
      หนุ่มวัยรุ่นป่วยด้วยมะเร็งกระดูก
รับการรักษามาเป็นเวลาสองปี มะเร็งลุกลามมากขึ้นจนเป็นอัมพาตครึ่งล่างไม่สามารถขยับขาและปัสสาวะเองได้
แต่ร่างกายส่วนบนปกติ หายใจได้ดี รับประทานอาหารเองได้
รักษาได้ระยะหนึ่งอาการของโรคดำเนินมากขึ้น
ผู้ป่วยไม่สามารถขยับแขนและพูดได้
ผู้ดูแลผู้ป่วยรายนี้คือ พ่อและแม่
เนื่องจากผู้ป่วยเคยรับยาเคมีบำบัดจึงทำให้มีภูมิต้านทานต่ำ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
เราจึงเน้นเรื่องความสะอาดอย่างมาก เราสอนจนพ่อและแม่ให้อาหารทางสายยางอาบน้ำ พลิกตัวเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
และการสวนปัสสาวะได้ถูกต้อง

เมื่ออาการดำเนินมาถึงระยะนี้ ผู้ดูแลและแพทย์ผู้รักษา 
ตกลงกันว่าจะดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง(รักษาตามอาการ) หลังจากฝึกการดูแลจนพ่อและแม่สามารถทำได้แพทย์ก็อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้าน
      
หนึ่งเดือนต่อมา...ผู้ป่วยต้องกลับมานอนโรงพยาบาลอีกด้วยอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 
 
แต่รอบนี้อาการหนักมาก ติดเชื้อรุนแรงความดันโลหิตต่ำ ร่างกายซูบผอม แขนขาเริ่มงอ ข้อติด ยังหายใจได้ แต่ไม่รับรู้อะไรแล้ว

สภาพพ่อและแม่ก็ไม่ต่างกันดูซูบผอมจนผิดตา 
และที่น่าแปลกใจ แม่ของผู้ป่วยจะยืนเกาะเตียงผู้ป่วยตลอดเวลา
กระวนกระวายและต่อรองให้ยื้อชีวิต ไม่ยอมรับอาการที่ทรุดลงของผู้ป่วยทั้งๆ ที่ผู้ป่วยดูจะทรมานมากกว่าถ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อ และได้ตกลงตั้งแต่ครั้งที่แล้วว่าจะดูแลแบบประคับประคอง ความทุกข์ของญาติครั้งนี้มากมายนัก 

ฉันตัดสินใจเชิญพ่อและแม่ผู้ป่วยคุยด้วย แม้สถานการณ์จะตึงเครียด
แม่ของผู้ป่วยร้องไห้คร่ำครวญถึงอาการของลูกแบบคนไม่ได้สติ
ฉันปล่อยให้เขาพูดและฟังอย่างตั้งใจ และจับใจความได้ว่า แม่พูดประโยคนี้ถึงสามครั้ง
“ฉันล้างมืออย่างดีนะคุณ อุปกรณ์ทุกอย่างฉันก็ทำอย่างที่คุณสอน”
โอ…..ผู้ป่วยมาด้วยติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
แม่เป็นคนสวนปัสสาวะให้ผู้ป่วย แม่รู้สึกผิด ฉันพบปมของปัญหาแล้วนิดเดียวแท้ๆ

“หนูทราบว่าพ่อกับแม่เหนื่อยมากค่ะ เพราะดูแลน้องเป็นอย่างดีหนึ่งเดือนไม่มีแผลกดทับแสดงว่าพลิกตัวน้องตลอดเลยใช่ไหมคะ
บอกตรงๆ นะแม่ ถ้าเป็นพยาบาลก็ทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกค่ะ น้องต้องมีแผลด้วย เรื่องติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะก็ไม่แปลก เพราะน้องภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว ถ้าเป็นพยาบาลสวนให้น้องก็มีโอกาสติดเชื้อ
อาจจะติดตั้งแต่ต้นเดือนแล้วก็ได้”

ฉันเอื้อมมือไปจับมือแม่บีบเบาๆ พูดถึงส่วนดีที่ยังพอเห็นได้ตามความเป็นจริง

“เหรอคุณพยาบาลจริงหรอ”

“คะ” ฉันทิ้งจังหวะให้ความเงียบครอบคลุม

“แต่ถึงอย่างไรแม่ก็ทำใจไม่ได้ คุณพยาบาลเข้าใจแม่ใช่ไหม น้องเป็นเด็กดี
ไม่เคยทำให้แม่เสียใจ ตั้งใจเรียนไม่เคยทำร้ายใคร
ปลาซักตัวก็ไม่เคยฆ่าทำไมต้องมาทรมานแบบนี้”

ฉันนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์ …..
เขาพอดีของเขาเท่านี้….เขาทำบุญของเขามาเท่านี้
 
“เขาพอดีของเขาเท่านี้ แล้วดีแค่ไหนที่เขายังไม่ได้ทำบาปกับใคร
ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้แม่มีความสุข เป็นเด็กดี เป็นลูกที่ดี
แม่เชื่อไหมเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า ถ้าเชื่อนะพระอาจารย์ของหนูท่านสอนว่าวาระสุดท้าย เราต้องช่วยให้คนไข้สงบ ไม่มีห่วง พ่อกับแม่ดูน้องมาตลอด และนี่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่สุดที่พ่อกับแม่จะทำหน้าที่ ช่วยกันส่งน้องให้ไปเจอกับสิ่งดีๆ ยิ่งน้องไม่เคยทำบาป เป็นเด็กดีเขาก็ควรจะได้รับสิ่งดีๆ”
ฉันพูดซะยาวพ่อกับแม่ฟังอย่างตั้งใจแม่น้ำตาไหลอาบแก้ม

แม่นั่งด้านซ้ายฉันนั่งกลาง พ่อที่อยู่ด้านขวา พ่อไม่พูดอะไรแต่น้ำตาเริ่มไหล โอ้ย...ฉันไม่ไหวแล้ว น้ำตาฉันเริ่มไหล

“ไม่เป็นไรนะคะเราจะร้องไห้กันตรงนี้ หนูทราบในความรักของพ่อและแม่ว่ามากแค่ไหน ร้องกันให้พอนะคะร้องกันสามคนนี่แหละคะ”

หลังจากที่พ่อกับแม่คิดได้ ก็ไม่ได้รั้งหรือพยายามยื้อน้องอีก พ่อแม่ช่วยกันสวดมนต์พูดกระซิบข้างหู อ่านหนังสือธรรมะให้น้องฟัง
เข้าเยี่ยมตามเวลา และเมื่อเราสบตากัน พ่อและแม่ก็ส่งแววตาที่มุ่งมั่นมาให้ฉันด้วย….และอีกไม่นานนักน้องก็จากไปอย่างสงบ   

ฉันได้อะไรจากสถานการณ์นี้ ……ความรักของพ่อแม่มากเหลือเกินเพียงมีความเข้าใจก็สามารถทำเพื่อลูกได้ ให้กำเนิด เลี้ยงดูจนโต ให้ความรักกับลูกจนวาระสุดท้าย พร้อมทั้งส่งลูกให้เดินทางต่อด้วยมั่นใจ



ผู้ตั้งกระทู้ จิตใส (jitdd-at-hotmail-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2010-06-28 08:13:36


1

ความเห็นที่ 1 (3200564)

คุณจิตใส(นามปากกา)  เป็นพยาบาลที่อยู่ในวอร์ด Sub ICU ของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ส่งข้อความเข้ามาให้ทุกคนได้อ่าน อาตมาเห็นแววของความเป็นนักเล่าเรื่อง และคนที่ทำงานด้วยใจ และทำแบบมืออาชีพ ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการสร้างบารมีธรรมให้แก่ตนเอง หวังว่าคุณจิตใส จะได้นำเรื่องราวไดอารี่ชีวิต มาลงไว้ในกระทู้นี้อีก เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่มีชีวิตแก่เพื่อนร่วมทุกข์ทุกท่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น ชินวงส์ วันที่ตอบ 2010-06-28 08:20:06


ความเห็นที่ 2 (3200803)

สาธุค่ะ คุณจิตใส อย่าลืมเอาตอนต่อไปมาลงนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น โอ๋ วันที่ตอบ 2010-06-28 23:46:40


ความเห็นที่ 3 (3200829)

ลูกหนูของแม่  

โดย จิตใส

ผู้ป่วยหญิงอายุ แปดสิบปีเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดอักเสบ ติดเชื้อรุนแรงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ คุณยายมีลูกหลานหลายคนเคยเหมารถมาเยี่ยมพร้อมกันฉันแอบนับได้ ยี่สิบสองคนแพทย์เจ้าของไข้ให้ยาฆ่าเชื้อหลายขนานแต่เชื้อก็ดื้อยา คุณยายเริ่มมีอาการหอบมากขึ้นคุณหมอลงความเห็นว่าคงทำอะไรต่ออีกไม่ได้ และคุณยายก็ติดเชื้อในกระแสเลือดเวลาคุณยายเหลือน้อยลงทุกที แพทย์ขอคุยกับลูกๆของคุณยายและตกลงกันว่าจะไม่ทำอะไรต่อทำเพียงรักษาตามอาการ  หลักการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือ สร้างบรรยากาศให้เป็นกุศล  ให้ได้ล่ำลาขออโหสิกรรม แต่ญาติคุณยายที่เวียนเข้าเวียนออกมีมากเหลือเกิน เข้าเยี่ยมที่ละห้าคน ระเบียบขอหอผู้ป่วยเข้าได้ที่ละ สองคน บางกลุ่มเป็นเด็กๆ คิดว่าคงเป็นรุ่นหลานก็เยี่ยมไปคุยเล่นกันไปสร้างความขัดเคืองใจแก่พวกเราชาวพยาบาลยิ่งนัก แต่จุดที่น่าสนใจก็คือไม่ว่ากลุ่มในเข้ามาก็ตาม จะมีชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อลายสก๊อตนุ่งกางเกงยีนส์ ใส่รองเท้าบูทสูงเกือบถึงเข่า ไว้หนวดยาว มองคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตวงคาราบาวดูโดยรวมน่ากลัวมาก)แววตาดุแฝงด้วยความกังวล แต่ความพิเศษที่ฉันเห็นคือทุกครั้งที่มีคนเข้าเยี่ยมคนไข้ ชายคนนี้จะมายืนคุมท้ายเตียง แต่ไม่พูดหรือจับตัวคนไข้เลยแต่จะคอยจัดคิวให้ญาติคนนี้เข้าคนนั้นออกทุกครั้ง นั่นหมายถึงเขามาเยี่ยมคุณยายทุกวันและแล้วโอกาสดีก็มาถึง เวลานั้นเขาเข้ามาคนเดียวมายืนมองท้ายเตียงเช่นเคยการสนทนาของเขากับฉันจึงเกิดขั้น

“สวัสดีคะมาทุกวันเลยนะคะ”

“ครับ ก็หยุดงานเลยเป็นห่วงแม่” 

“คุณได้คุยอาการกับคุณหมอบางไหมคะ”

“คุยแล้ว หมอบอกว่า…ไม่รู้อีกนานไหม”

“คะ  แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าอีกนานเท่าไรแต่จากประสบการณ์ที่เคยดูคนไข้มาคิดว่าไม่นานคะคุณยายอาการหนัก หนักมากและเราก็สู้มามากแล้ว ทางกายเราทำดีแล้วเหลือแต่ทางใจแหละคะ ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวแล้ว ทางการแพทย์ยังเชื่อว่าหูอาจจะยังได้ยินอยู่คะไม่ทราบว่าคุณเชื่อเรื่องการดูแลด้านจิตใจไหมคะ”

“มันเป็นอย่างไร ลองว่ามาซิ” 

“คือ……ถ้าคนไข้อยู่ในระยะสุดท้าย เราถือว่าเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดเลยคะเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานจะได้ล่ำลา คลี่คลายเรื่องค้างคาใจ ขออโหสิกรรมและเราต้องสร้างบรรยากาศให้อยู่ในบุญกุศล เพื่อให้คนไข้ไปดี”

“แล้วต้องทำไง" แววตาอ่อนลงน้ำเสียอยากรู้จริงๆ

“เวลาเข้าเยี่ยมนะคะ ถ้าเราเดินทางมาไกลยังเหนื่อยอยู่ ก็ยังไม่ต้องรีบเข้าเยี่ยมค่ะ นั่งพักก่อนดื่มน้ำที่ทางเราเตรียมไว้หน้าตึกพักให้หายเหนื่อย พอใจสบายก็เขาเยี่ยม คนไข้จะรับพลังที่ไม่ดีของญาติได้ เวลาเข้ามาก็จะไม่คุยเล่นกันเองแต่จะเข้ามาเพื่อส่งพลังดีๆให้ผู้ป่วย อืม…….เหมือนมาแผ่เมตตานะคะ ไม่ต้องเรียกหรือเขย่าตัว เช่นแม่ๆลืมตานี่ไม่ค่อยเหมาะเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยโมโหไม่สงบเสียเปล่าๆ พยาบาลจะยกตัวอย่างนะคะถ้ามาเยี่ยมพ่อของพยาบาลเอาก็จะพูดว่า พ่อ ลูกพ่อมาแล้วนะหนูรักพ่อมากพ่อไม่ต้องห่วงถ้าเหนื่อยมากก็พักนะจ๊ะพ่อรู้ใช้ไหมว่าหนูดูแลน้องและแม่ได้ ไอ้มะ(แมวอ้วน)ที่พ่อรักหนูก็จะดูมันอย่างดีหนูภูมิใจพ่อมากๆ พ่อเป็นคนดี เป็นพ่อที่ดี หนูรักพ่อ …….ถ้าเป็นพ่อของพยาบาลจะพูดแบบนี้ ส่วนคุณจะรู้ดีว่าคุณต้องพูดแบบไหน และที่สำคัญถ้าทำผิดอะไรไว้ก็ขออโหสิกรรมได้ตอนนี้คะพอนึกออกไหมค่ะ และถ้าอยากจับมือก็จับได้  ไม่ต้องกลัวว่าสายจะหลุด สายมันขยับได้คะอันนี้คือสายเครื่องช่วยหายใจ อันนี้คือสายตรวจคลื่นหัวใจ ดูหน้าจอนี้นะคะคลื่นบนเป็นคลื่นหัวใจ ตรงนี้เป็นความดันโลหิต และอันนี้เป็นค่าออกซิเจนในเลือด"

ฉันขยับสายต่างๆ ให้เขาดู

"สายนี้หลุดไม่เป็นไรถ้าอันนี้หลุดคุณต้องตามเราทันทีนะคะ"

ฉันอธิบายสาย สอง สามสายที่ติดอยู่กับตัวคนไข้ ซะยืดยาวใส่ความจริงใจไปเกินร้อย

“ขอบคุณนะหนู" น้ำเสียงเปลี่ยนไป

"ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณจริงๆ”

“คุณพร้อมแล้วใช่ไหมคะ จะปิดม่านก็ได้นะคะจะได้เป็นส่วนตัว”

“ครับ”

แล้วฉันก็ปิดม่านปล่อยให้เขาได้อยู่กับคนไข้สองคน

แต่เนื่องจากต้องการประเมินผลงาน เลยแอบอยู่หลังม่าน และก็ได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ 

ชายเพื่อชีวิตคาราบาวคนนั้นเข้าไปยืนชิดเตียงเอื้อมมือไปจับมือคนไข้ ก้มหน้าไปเกือบติดหู แล้วพูดว่า

“แม่...หนูมาเยี่ยมแม่ หนูมาทุกวัน หนูรักแม่ หนูรักแม่ หนูขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับแม่แม่ยกโทษให้หนูนะ...หนูจะเป็นคนดี หนูจะดูแลน้องๆ”

แล้วเขาก็ไปกราบเท้าแม่ ส่วนฉันยืนแอบอยู่หลังม่านทั้งซาบซึ้ง ตื่นเต้นอิ่มเอมใจและขำ ลุงคาราบาวแทนตัวเองว่า “หนู” ลูกหนูของแม่และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเพราะอะไรผู้ป่วยและญาติจึงต้องการความเป็นส่วนตัว ….

หลังจากนั้นหนุ่มคาราบาวจะคอยเป็นคนจัดระเบียบการเข้าเยี่ยมเป็นแกนนำให้ทุกคนได้ล่ำลา ขออโหสิกรรมไม่มีการมาพูดเล่นกันข้างเตียงอีกต่อไป คนไข้ได้รับการดูแลตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างครบถ้วนและไม่นานคุณยายก็จากไปอย่างสงบ…….

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-06-29 08:22:43


ความเห็นที่ 4 (3200914)

โอ้ย...อ่านแล้วน้ำตาไหลอีกล่ะ

ลุงคาราบาวนี่สุดยอดจริงๆ

ขอบคุณคุณจิตใสที่ถ่ายทอดให้พวกเราได้อ่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกหนู วันที่ตอบ 2010-06-29 13:36:33


ความเห็นที่ 5 (3200962)

“แม่...หนูมาเยี่ยมแม่ หนูมาทุกวัน หนูรักแม่ หนูรักแม่ หนูขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับแม่แม่ยกโทษให้หนูนะ...หนูจะเป็นคนดี หนูจะดูแลน้องๆ”

ปิติกับประโยคนี้จังเลย

เป็นกำลังใจให้พี่พยาบาลนะคะ

จะรอตอนต่อไปค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ใกล้ไม่ไกล วันที่ตอบ 2010-06-29 19:37:50


ความเห็นที่ 6 (3200991)

ซึ้งไปกับเหตุการณ์

อ่านแล้วอินมาก

เป็นพยาบาลหรือคนที่ต้องการปลอบโยน คนที่สูญเสียบุคคลที่สำคัญ

สามารถนำคำพูดของคุณจิตใสไปใช้ได้ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้อยากเอาแบบอย่าง วันที่ตอบ 2010-06-29 21:18:22


ความเห็นที่ 7 (3201028)

อนุญาตให้จากไป 

โดย..จิตใส
 
                                                             
 
    
ได้รับแจ้งจากคุณหมอว่าให้ไปดูผู้ป่วยระยะสุดท้ายรายหนึ่ง อายุ 18 ปีเป็นเนื้องอกบริเวณกลางกระดูกสันอกฉายแสงแล้วไม่ดีขึ้นมีอาการปวดตลอดได้ให้มอร์ฟีนทางหลอดเลือดดำคิดว่าปรับขนาดยาเหมาะสมแล้ว แต่ผู้ป่วยขอเพิ่มยาตลอด ไม่สงบ

ที่สำคัญเมื่อมีอาการปวดก็จะดุด่าแม่ซึ่งเฝ้าอยู่ คุณหมอกลัวว่าเด็กจะมีวิบากติดตัวเลย
ให้ไปดูและหาวิธีช่วยเหลือ

เมื่อไปถึงหอผู้ป่วยฉันสอบถามอาการจากพยาบาลประจำหอได้รับแจ้งว่าแม่ของผู้ป่วยทราบแล้วว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายเข้าใจแนวทางการรักษา แม่ขอไม่ให้บอกความจริงกับผู้ป่วย เพราะกลัวผู้ป่วยจะรับไม่ได้และทำให้อาการทรุดลงเร็วเกินไป
 
สภาพผู้ป่วยที่ฉันเห็นเป็นเด็กหนุ่มตัวโต
หน้าตาเหยเก กระสับกระส่าย แต่ตาสะลึมสะลือคงเป็นเพราะฤทธิ์ยามอร์ฟีน
ข้างเตียงมีแม่ของผู้ป่วยเฝ้าอยู่แบบไม่เป็นสุขเพราะต้องคอยจับนั่น
ขยับนี้เกือบตลอดเวลาทุกครั้งที่ผู้ป่วยขยับตัว ฉันเข้าไปแนะนำตัวและบอกกับแม่ว่าจะมาช่วยทำให้น้องสงบ

แม่ถามว่าทำสมาธิหรือฉันนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แม่ผู้ป่วยทำท่าขยิบตา
แล้วพูดกับผู้ป่วยว่า

“หนูแม่ไปห้องน้ำนะเดี๋ยวแม่มาแม่ไปไม่นาน”

แล้วหันมาขยิบตาให้ฉันเดินตามไป
เราไปนั่งคุยกันบริเวณระเบียงหน้าหอผู้ป่วย 
 
“คุณพยาบาลอย่าบอกลูกฉันนะว่าเขากำลังจะตายฉันกลัวเขาจะรับไม่ได้”
 
“แม่...ทำไมถึงคิดอย่างนั้นคะ”
 
“น้องเขาบอกแม่ตลอดว่าเขาจะต้องหายเขาและถ้าหายแล้ว
เขาจะตั้งใจเรียนหางานหาเงิน  มาเลี้ยงดูแม่
เขารักแม่เขากลัวแม่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา”
 
“น้องเขากลัวแม่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา แม่อยู่กับน้องสองคนหรือคะ”
 
“เปล่าหรอก พ่อเขาก็อยู่ แต่ไม่ได้มาเฝ้า
น้องป่วยหลายปี รักษาตัวมานาน แม่ไม่ได้ทำงาน พ่อเขาหาเลี้ยงคนเดียว”
 
“น้องป่วยหลายปีแล้วรักษาตัวมานาน... ถ้าอย่างนั้น
น้องเขาไม่รู้เลยหรือคะว่าเขาเป็นอะไร”
 
แม่เงียบ…………….ฉันเงียบ……………. (ทิ้งเวลา  วัดใจ ใครจะเริ่มก่อน)
 
“เขาก็คงรู้แหละหมอ เขาเคยพูดเหมือนกันว่าเขาเบื่อ เขาไม่อยากอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะเร็วๆ นี้
แม่คิดว่าถ้าเขารู้เขาคงคิดสั้น แม่เลยไม่อยากบอก บอกเขาแต่ว่าเดี๋ยวก็หาย ถ้าไม่หายแม่จะอยู่ได้อย่างไร”
 
ฉันใช้ความรู้สึก รับรู้ได้ว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะรู้การดำเนินโรคที่แท้จริงของตนเองเพราะอาการปวดมากขึ้น
หมอก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มอีกทั้งๆ แต่ก่อนต้องให้เคมีบำบัด
ฉายแสงและอาการของแม่ที่ดูกังวลตลอด ขนาดจะมาคุยกับฉันยังต้องโกหก
เรื่องอื่นแม่ก็น่าจะผิดปกติ
 
“แม่...หนูถามแม่หน่อยนะถ้าแม่เป็นแบบน้อง กำลังจะตายแม่อยากรู้ไหม  แม่จะฆ่าตัวตายไหม ถ้าเป็นหนูนะหนูอยากรู้...รู้เพื่อหนูจะทำบางอย่างที่หนูอยากทำ มันยังพอจะมีเวลาเหลือบ้าง
ไม่ได้ไปทันทีอย่างน้อยก็ได้ลาเพื่อนๆ และคนที่รัก..แม่คิดเหมือนหนูไหม”
ฉันงงตัวเองไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน ถึงกล้าถามไปตรงๆ แบบนั้น
 
“แม่ก็คิดเหมือนหมอ….. แต่แม่กลัว  กลัวเขาจะรับไม่ได้”
 
“หนูว่าน้องเขาสู้มานาน ทนมานาน แม่อย่ากลัวเลยแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องบอกนี่คะว่าเขากำลังจะตาย
เป้าหมายตอนนี้หนูคิดว่าน่าจะทำให้เขาปวดและทรมานน้อยที่สุด ขนาดยาที่ได้อาจจะไม่เหมาะสม แม่ช่วยน้องได้นะคะ ระดับความปวดมี สามระดับคะ เราจะให้คะแนนถ้าผู้ป่วยปวดมากที่สุด เท่ากับสิบเต็ม  ระดับกลางก็ เจ็ด ถึงสี่ แบบเบาๆก็ หนึ่งถึงสาม ถ้าปวดถึงเจ็ดก็ค่อยบอกพยาบาลแล้วเพิ่มยา
ถ้าเพิ่มยาโดยไม่จำเป็นน้องจะไม่มีสติ”

ฉันสอนเรื่องประเมินความปวดอย่างง่ายกับแม่
 
"และที่สำคัญแม่ต้องแสดงให้น้องเห็นว่า แม่อยู่ได้ถ้าไม่มีเขา
ช่วยให้เขาไม่ต้องมีห่วงทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าแม่รักน้องน้อยลง
แม่ต้องบอกให้เขารวบรวมพลังมาดูแลใจเขาเอง ถ้าแม่เชื่อเรื่องชาติหน้า
หรือจิตสุดท้าย  พระอาจารย์สอนว่า กรรมที่ทำเป็นประจำส่งผล แม่ต้องช่วยน้องให้เขาจำสิ่งที่ดี
ชวนเขาทำบุญ ช่วยเป็นธุระ ให้น้องๆ เขาคลี่คลายปัญหาคาใจได้พบเพื่อนๆ
หรือทำอะไรบางอย่างที่เขาต้องการ ก็ถามเขาไปตรงๆ เขาจะบอกแม่เอง
และที่สำคัญอย่าโกหกเขา ได้ไหมคะ”
 
“แม่จะพยายามจ๊ะหมอ”
 
เมื่อทำความเขาใจกับแม่แล้ว ฉันก็มาหาผู้ป่วย
ฉันสอนเรื่องการให้คะแนนความปวดกับน้องอีกครั้งโดยเน้น เรื่องการรู้สติ
ก่อนขอเพิ่มยา
 
“น้องครับ..ถ้าปวดที่สุดเต็มสิบคะแนน ตอนนี้ปวดกี่คะแนนคะ”
 
ผู้ป่วย “สี่”
 
“ก็ปวดไม่มาก รู้ไหมคะว่ายาที่ได้แก้ปวดให้มากๆ จะหลับไม่รู้ตัว
แต่ถ้าไม่เพิ่มก็ไม่สบาย แล้วเราควรจะเลือกอะไรดีนะ หลับตลอดไม่ได้คุยกับแม่
หรือรู้ตัวดีกว่า รู้ใช่ไหมครับว่าแม่รักน้องมาก เป็นห่วงมากด้วย”
 
“รู้ แม่บอกผมตลอดว่าถ้าผมไม่อยู่กับแม่ แม่คงอยู่ต่อไม่ได้ผมห่วงแม่ครับผมทนสุดๆ แล้ว แต่บางทีมันโมโห ทนไม่ไหวจริงๆครับ”

จริงอย่างที่ฉันคิด น้องรู้ตัวว่าน้องอาการแย่ลง...แต่น้องไม่ได้รับอนุญาตให้จากไป
 
ฉัน “ครับ….น้องลองทำอย่างพี่บอกก่อนนะเรื่องการเพิ่มยาแก้ปวด
ไม่ต้องห่วงแม่มากแม่มีพ่อคอยดูแลอยู่เอาพลังที่มีมาดูแลใจตัวเองนะ ทำใจให้สบาย
เคยทำสมาธิไหม นอนว่างๆ ก็ทำสมาธินะ ดูลมหายใจ ท่องพุธโท
หรือจะนอนนับหยดน้ำเกลือก็ได้มันมีคุณประโยชน์ทำให้เราหายปวดได้นี่
ทำสมาธิก่อนจะขอเพิ่มยานะ ได้ไหมครับ”
 
ผู้ป่วย “ครับผมจะพยายาม ขอบคุณครับพี่”

ก่อนกลับฉันขอคุยกับแม่อีกครั้ง
 
“แม่...น้องเป็นห่วงแม่จริงๆ แม่อยู่เฝ้าน้องก็บอกเขานะคะว่าแม่อยู่ได้
แม่มีพ่อ ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องห่วงแม่ แม่หาคำพูดบอกน้องเองนะคะ
แม่จะรู้ดีที่สุดว่าควรพูดแบบไหน”
 
“จ๊ะหมอ”
 
ฉันได้ไปเยี่ยมเพียงครั้งเดียว เพราะวันรุ่งขึ้นน้องก็จากไปแล้ว

พยาบาลประจำหอบอกว่าผู้ป่วยไม่ได้ขอเพิ่มยาความดันต่ำตอนเที่ยงคืน สงบลงมากไม่รู้ว่าเพราะอะไร
แม่ก็ไม่วุ่นวาย รับศพกลับไปแต่เช้าน้องไปเร็วกว่าที่คิด

...แต่ฉันรู้ น้องได้ปลดภาระและได้รับอนุญาตให้จากไปจากแม่นั่นเอง
 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-06-30 06:50:38


ความเห็นที่ 8 (3201210)

รู้สึกว่าในความทุกข์ยังมีสิ่งที่ทำให้คลายทุกข์ได้แม้จะไม่หายทุกข์ก้อตาม

ขอบคุรพี่จิตใสที่ทำให้ได้รับรู้สิ่งถึงสิ่งที่ดีบนโลกใบนี้เพิ่ม ถ้าเป็นไปได้อยากอ่านเรื่องที่พี่จิตใสเขียนแบบเต็มๆเล่มจังเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น aaa1 วันที่ตอบ 2010-06-30 21:52:08


ความเห็นที่ 9 (3201289)

เพียงคำว่ารัก        
                                                                                       
โดย...จิตใส
 
     ผู้ป่วยชายอายุ หกสิบห้าปี
เขารักษาด้วยอาการชักเกร็ง แล้วมีแขนขาขวาอ่อนแรงเดินไม่ค่อยสะดวก
แพทย์ได้ส่งตรวจX-RAY คอมพิวเตอร์ที่สมองพบว่าเป็นมะเร็งที่แพร่กระจาย
และต้นกำเนิดมะเร็งเกิดที่ปอด ผู้ป่วยไม่มีอาการทางปอดเลยทั้งๆ ที่มะเร็งกินเนื้อปอดไปมาก
และแพร่กระจายมายังสมองแสดงว่าเวลาของคุณลุงเหลือน้อยเต็มที่ ภรรยาของคุณลุงขอร้องไม่ให้บอกความจริงกับผู้ป่วยเพราะกลัวว่าจะคิดสั้น

เพราะเมื่อมีอาการชักครั้งแรกแล้วเกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยได้พยายามฆ่าตัวตายมาแล้วด้วยวิธีใช้เชือกผูกคอ
แต่มีคนเห็นแล้วช่วยได้ก่อน ในขั้นต้นตกลงกันตามภรรยาผู้ป่วยขอร้อง ฉันได้เข้าไปพูดคุยประเมินสภาพจิตใจเป็นระยะ
 
 
วิธีที่จะช่วยคนไข้ที่ท้อแท้คือ
 
 
การช่วยเขาค้นหาความภาคภูมิใจ
และการค้นหาความหมายของชีวิต
 
ฉันสอบถามถึงสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ
ให้เวลาเขาคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา
และหาช่องทางชี้ให้เขาเห็นว่าชีวิตนี้อยู่เพื่อใคร เราได้คุยกันหลายเรื่อง
 
“คุณลุง…. สิ่งของที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณลุงคืออะไรคะ”
“บ้านซิหนู”
คนไข้ตอบสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุขเมื่อได้พูดถึงบ้าน
 
“บ้านคุณลุงอยู่ที่ไหน
สร้างนานหรือยังคะ”
 
“อยู่ในเมืองสร้างมานานแล้วแต่ไม่เก่าเลยนะเพราะลุงจะทาสีด้วยตัวเอง สองปีลุงก็ทาแล้ว แต่งตรงนั้นต่อตรงนี้ใครๆ ก็บอกว่าบ้านสวย”
 
“อยากเห็นจัง  บ้านหนูสิบปีแล้วยังไม่ได้ทาสีใหม่เลย คิดแต่จะสร้างใหม่แต่ยังไม่มีเงินถ้าสร้างก็ต้องเป็นหนี้”
 
“อย่าเลยลูกอย่าเป็นหนี้ ขยันทำงานเก็บเงินก็ได้แล้ว บ้างลุงตอนสร้างลุงใช้เงินสดนะ หนึ่งล้าน
ลุงไม่เป็นหนี้เลย”
 
“ว้าว คุณลุงสุดยอดสร้างบ้านหลังละล้านด้วยเงินสด ไม่เป็นหนี้ ทำได้ไง น่าสนใจเดี๋ยวหนูมาคุยใหม่นะ”

พอดีมีงานด่วนแทรกเข้ามาก็เลยขอตัวแต่คิดว่าต้องกลับมาคุยอีกแน่นอน  

และจากการคุยครั้งต่อมาสรุปความได้ว่า

คุณลุงมามีพี่น้องสี่คน  ไม่ค่อยได้ติดต่อเพราะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่ไม่ได้โกรธกันถ้ามี เหตุต้องติดต่อก็คุยได้ เป็นคนไม่ชอบขอความช่วยเหลือใคร มักจะทำอะไรด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่เอาเปรียบใครและไม่ให้ใครเอาเปรียบ ทำงานเป็นช่างที่ชลประทานด้วยที่เป็นคนขยัน

ในที่สุดก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ประหยัดอดออมมาก เก็บเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน
จะเก็บเงินถึงหกสิบเปอร์เซ็นของรายได้ โดยไม่สนใจว่าลูกและภรรยาจะมีเงินพอใช้หรือไม่

คุณลุงมองเป้าหมายว่าจะต้องมีบ้าน บ้านที่สวยและอบอุ่น ในที่สุดคุณลุงก็มีบ้าน
แต่ทางคุณป้าทนความเจ้าระเบียบ และการประหยัดของคุณลุงไม่ไหว
เพราะต่างคนต่างไม่พูด ก็ได้แต่อดทนจนลูกชายโตมีงานทำและมีหลาน ในตอนแรกทุกคนอยู่รวมกันแต่หลานเล่นซนตามประสาเด็กจึงทำให้บ้านไม่สะอาดในบางครั้ง
ทำให้คุณลุงโกรธมาก คุณป้าและครอบครัวลูกชายจึงออกมาเช่าบ้านอยู่อีกที่ โดยอ้างกับคุณลุงว่าใกล้ที่ทำงานลูกแต่ความจริงแล้วทุกคนเอือม 

สรุปคุณลุงอยู่บ้านหลังสวยคนเดียว….แต่ไร้ความรัก
 
ฉันอึ้ง เรื่องแบบนี้ก็มีด้วย…………………..
 
ยังพอมีทางอยู่บ้างป้าไม่ได้โกรธ
หรือเกลียดลุง เพราะเมื่อลุงต้องนอนรักษาตัวก็จะคอยดูแลอย่างดี

แต่เมื่อทำทุกอย่างเสร็จก็จะนั่งมองลุงอยู่ไกลๆ ไม่พูดหรือทำความสนิทสนมให้เห็น ฉันรับรู้ได้ว่าคู่นี้รักและเป็นห่วงกันไม่เช่นนั้นป้าคงไม่มาดูแลลุงแบบนี้ ฉันจะต้องทำให้เขาทั้งสองแสดงความรักต่อกัน
 
“คุณลุงบุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร”

ผู้ป่วยยิ้มแล้วชี้มือไปที่ภรรยา
 
“เพราะอะไรจึงเป็นป้า”
 
“ก็มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่มาคอยดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เฝ้าตลอด จะหวังพึ่งกับลูกก็คงไม่ได้"
 
 “อย่างนี้คุณลุงก็รักคุณป้าซิค่ะ”  ผู้ป่วยยิ้มไม่ตอบ
 
 “คนไทยไม่ค่อยชอบพูดคำว่ารัก หรือบอกรักกัน” ฉันพูดกึ่งเหน็บแนม ผู้ป่วยหัวเราะ   
 
“ครับผมคนไทย”
 
“อ่ะๆ คุณลุงบอกว่ารักคุณป้าแล้ว” ฉันช่วยย้ำ
 
ฉันรู้คุณลุงอาย อายที่จะบอกรัก ฉันเข้าใจดีเพราะพ่อของฉันก็มีอาการแบบนี้ตอนที่ฉันชวนให้พ่อบอกรักแม่
 
“คุณป้ามานี่หน่อยนะนั่งบนเตียงคุณลุงเลย นั่งชิดๆ กันหนูจะถ่ายรูป แล้วจะอัดมาให้ใหญ่ ๆเลยนะเอาไว้ดู ภาพคู่รัก” คิก คิก
ฉันนึกขำท่าเขินของคุณลุงแต่ก็ยอมขยับมาถ่ายรูปโดยดี ชิดหน่อย อีกนิดค่ะ 
 
“มีความสุขจังเลยจริงไหมคะคุณลุง”
 
แล้วฉันก็ออกมาทำงานต่อ
ป้าเดินตามฉันออกมาจากห้อง คว้ามือฉันไปกุมไว้
 
“หนูหนูรู้ไหมป้าดีใจมาก สามสิบปีที่อยู่ด้วยกันมากลุงไม่เคยบอกว่ารักป้าเลย นี่ก็เป็นการถ่ายรูปด้วยกันครั้งแรกขอบคุณมากนะหนู ขอบคุณจริง”

ป้าร้องไหน้ำตาอาบแก้ม ฉันอึ้งอีกครั้ง เรื่องจริงหรือนี่ มีแบบนี้ด้วยเหรอ ทำเล่นไม่ได้แล้ว ฉันเลยอัดและขยายรูปบานใหญ่ นำมาให้ลุงกับป้าในวันต่อมา

และภาพที่เห็นลุงดูสดใส่ขึ้น ป้าก็ไม่นั่งที่มุมห้องอีกแล้ว ขึ้นมานั่งบนเตียงกับลุง แสดงถึงความรักที่มากล้น
 
“หนู...ลุงขอบใจนะ ขอบคุณที่ทำให้ลุงทุกๆ อย่าง  ลุงคิดตลอดเลยนะว่าลุงคงอยู่ไม่นาน
ลุงคิดว่าลุงต้องเป็นโรคร้าย แต่ไม่เป็นไร ถ้ารักษาไม่ได้ลุงก็ยอม ลุงคิดว่าลุงเตรียมทุกอย่างไว้ดีแล้ว บ้านลุงก็จะยกให้ป้า ส่วนเงินสดก็มีพอทำงานศพ มีให้ป้าไว้ใช้อีก ถ้าใช้ดีๆ ก็หลายปีเลย ชีวิตก็แค่นี้ จะมีอะไรอีกจริงไหมหนู”
 
ฉันอึ้ง…รู้สึกจุกที่ลำคอพูดไม่ออก สาธุ สาธุ สาธุ คุณลุงยอมรับแล้ว ได้คลี่คลาย และวางแผนพินัยกรรมชีวิตด้วย
 
จากคนไข้ที่ไม่ยอมรับ คิดฆ่าตัวตาย เพียงเราช่วยเขาค้นหาสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตและเมื่อหาเจอ ก็ไม่ยากเลยที่เขาจะยอมรับ ที่จะเดินทางไกลแบบไม่มีวันกลับมา
 
เฮ้อ….ปิด CASE

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-01 14:56:38


ความเห็นที่ 10 (3201379)

 

โอ้โห สุดยอด   คำสุดท้ายเหมือนปิดคดีสืบสวนเลย  5555555

      เขียนอีกนะคะ  ชอบอ่านมากกกกกกก  ขอบอกกกกกกกกกก

ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-01 20:56:01


ความเห็นที่ 11 (3201490)

ขออนุโมทนาบุญด้วยจริงๆคะคุณจิตใส ดีใจที่โลกนี้มีคนที่มีจิตใจเมตตาจริงๆคะ ดีใจที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีที่พึ่งคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น por วันที่ตอบ 2010-07-02 13:42:52


ความเห็นที่ 12 (3201588)

เสียศูนย์ยิ่งกว่าสูญเสีย

 

โดย...จิตใส


คุณยายอายุเก้าสิบสามปีระดับความรู้สึกตัวดี
ความจำดี(สมวัย)สุขภาพจิตดีมาก ป่วยด้วยโรคชรา
และปอดอักเสบหายใจเองไม่ไหวแพทย์ช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ
เข้ารับการรักษาจนอาการปอดอักเสบทุเลา แต่ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่นานจึงต้องเจาะคอ
และให้อาหารทางสายยาง ดูแลจนอาการดี นอนอยู่นานและด้วยความน่ารักของคุณยาย
คุณยายจึงเป็นขวัญใจของพยาบาลทุกคนใน WARD

 

คุณยาย จะมีของใช้ประจำตัวประกอบด้วยหมอนเล็ก หมอนน้อยเพื่อประคอง แขน ขา ก้น
ใส่ปลอกเข้าชุด สีสันน่ารัก คุณยายจะใส่หมวก ใส่ถุงเท้าแบบวัยรุ่นเกาหลีที่กำลังนิยม และมีผ้าห่มส่วนตัวลายเข้าชุดกับหมอนทุกๆอย่างที่มีจัดเตรียมโดยลูกสาวของคุณยาย

 

ลูกสาวของคุณยายอายุ หกสิบปีรูปร่างผอมบางน้ำหนัก ประมาณสี่สิบกิโล จะมาดูแลคุณยายทุกวัน
และพวกเราก็รักคุณป้าด้วยเพราะคุณป้าเป็นคนสุภาพ น่ารัก จะเข้ามาดูคุณยายเงียบๆ
มาหวีผม ทาโลชั่น และคอยเปลี่ยนปลอกหมอนให้คุณยายเสมอ
เราดูแลจนคุณยายดีขึ้นและได้กลับบ้าน คุณป้าได้เตรียมห้อง เตรียมเตียงที่ไขหัวสูงได้

(เหมือนที่โรงพยาบาล)ที่นอนลมกันแผลกดทับ และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแลคุณยายเอง 
 
อีกไม่นานคุณยายกลับมาอีกครั้งด้วยติดเชื้อปอดอักเสบแต่ครั้งนี้อาการรุนแรงกว่าครั้งที่แล้ว
คุณยายไม่รู้สึกตัวไข้ขึ้นสูง และมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติแพทย์วินิจฉัยว่าปอดอักเสบ และชรา
(คือเสื่อมใกล้หมออายุไขนั่นเอง)และลงความเห็นว่าน่าจะดูแลตามอาการแต่คุณป้าผู้เป็นลูกสาวขอต่อรองให้ยืดเวลาให้นานที่สุด…….
 
รอบที่แล้วคุณป้าน้ำหนักสี่สิบ ตอนนี้ผอมลงไปอีก เหลือเพียง สามสิบเก้า แววตาเศร้าหมอง พวกเราทราบดีว่าคุณป้ารักคุณยายมากแต่ก็น่าจะทำใจได้แล้วเพราะอะไรคุณป้าจึงต้องยื้อคุณยายไว้……………………
 
คุณป้าคะดูผอมลงไปนะค่ะ
 
คะ..ลดไปอีก เป็นห่วงคุณยายเลยทานอะไรไม่ได้รอบนี้หนักไม่รู้ตัวแล้ว
 
คะ..คุณยายอาการหนัก แล้วอายุมากแล้วด้วยร่างกายใช้มามากก็เสื่อมเป็นธรรมดา
 
ป้าคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียคุณยายไปอีกคน
 
อ้าว..โทษนะคะมีใครเสียอีกหรือคะ
 
น้องสาวป้าเองเขาเสียด้วยโรคมะเร็ง ป้าดูแลตั้งแต่ต้น จนเขาเสีย ถ้าคุณยายอีกป้าจะไม่ดูแลใครอีกแล้ว
 
(คุณป้ารู้ว่าคุณยายอาการหนักแต่กลัวการสูญเสียพอมีทางเยียวยา)
 
อืม คุณป้าจะไม่ดูใครอีกได้ไงคะ สุดยอดบริการขนาดนี้ ใครจะทำได้เหมือนคุณป้าดูแลคุณยายอย่างดี สุดยอดกตัญญู หนูนับถือมากเลยนะคะคุณยายก็อายุยืนอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้ลูกหลานได้บำเพ็ญบารมี ดีจังเลย
 
ป้าไม่ได้ดูคนเดียวนะ น้องชายสองคนก็มาอยู่ด้วยกัน
 
พี่น้องรักกันคุณยายนี่เลี้ยงลูกเก่งจริงๆ……มาเยี่ยมทุกวันพูดเรื่องดีๆเรื่องทำบุญทำทานให้คุณยายฟังนะคะ
ปกติคุณยายทำบุญบ่อยไหมคะ” (แอบถามเนียนๆ)
 
ก้นกุฏิหลวงพ่อฤาษีลิงดำเลยนะ ตอนแข็งแรงต้องไปทำบุญที่วัดท่าซุงบ่อยๆ ฟังเทปหลวงพ่อตลอด เสียดายตอนย้ายบ้านป้าทิ้งไปหมดแล้ว”(ได้เรื่อง)
 
งั้นดีเลยคะ หนูมีซีดีหลวงฤษีลิงดำพ่อหลายแผ่นเลยนะคะ เปิดให้คุณยายฟังไหมคะจิตใจจะได้จดจ่อในบุญกุศล”(คุณยายไม่น่าห่วงเพราะมีฐานทางธรรมแต่คุณป้า…..)
 
หนูมีซีดีหลวงพ่อหรือ
 
ค่ะ..หนูมี หลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่อชา หลวงพ่อพุธ เสียงอ่านหนังสือธรรมะ บทสวดมนต์ อินเดีย ไทย จีน หรือเพลงบรรเลง แบบไทยเดิม สากล ก็มีคะ คุณป้าจะยืมไปฟังก็ได้นะคะ
 
ขอบใจนะคะ แล้วถ้าจะให้คุณยายฟังต้องทำอย่างไร
 
มีเครื่องฟังคะแบบ MP4 ใส่หูฟัง หรือเป็นแบบวิทยุก็ได้คะ

 

และเราก็ให้การดูแลแบบผู้ป่วยระยะสุดท้าย วันเวลาผ่านไปอาการคุณยายก็ทรุดลง ตามคาด คุณป้ายอมจำนนและปล่อยคุณยายในที่สุด……จากไปเพราะหมดอายุไขจริงๆเหมือนคนนอนหลับอมยิ้มพยาบาลใน WARD หลายคนไปร่วมงานศพคุณยาย หลังเสร็จงานคุณป้านำที่นอนลมของคุณยายมาบริจาคให้ WARD แต่ก็ยังไม่หายซึมเศร้า มีอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว รับประทานไม่ได้ร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องคุณยาย ฉันขอเวลาคุยกับหลานคุณป้าให้พาคุณป้าไปตรวจทางกายให้ละเอียด เพื่อแยกโรคทางกายถ้าปกติดีก็เหลือแต่ทางใจ เราทุกคนยินดีช่วยคุณป้า ให้พ้นจากความโคกเศร้าและภาวะ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยเชิญชวนให้คุณป้ามาร่วมกิจกรรมที่เรามีกันที่วัด เช่นทำบุญวันอาทิตย์ ปฏิบัติธรรมในโอกาสต่างๆ จะมีน้องพยาบาลรับอาสาไปรับคุณป้ามาร่วมกิจกรรมถ้าหลานไม่ว่างมาด้วย คุณป้าได้ออกมาจากบ้านมาจากบรรยากาศเดิมๆ ที่สำคัญได้เข้าปฏิบัติธรรม จิตใจเริ่มสดใสขึ้นทุกๆวัน ……………
 
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบนับเป็นสุขแต่การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถเผชิญความโศกเศร้าสูญเสียสุขยิ่งกว่าเพราะพวกเขาเหล่านั้นยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันต่อไป……

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-03 07:25:06


ความเห็นที่ 13 (3201699)

- ได้รูปแบบ ได้วิธีการ ได้ปฏิบัติการ ได้บุญ สุดยอดจริงเจ๊จิตใส

ผู้แสดงความคิดเห็น ranla วันที่ตอบ 2010-07-04 06:17:25


ความเห็นที่ 14 (3201700)

สำนึกผิด

โดย...จิตใส

ร่างกายอ่อนแอจิตใจย่อมอ่อนแอ ผู้ป่วยชายอายุ หกสิบปีเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายผู้ป่วยและครอบครัวทราบการดำเนินของโรคดี และรู้ว่าผู้ป่วยจะมีเวลาอีกไม่นาน เมื่อพบผู้ป่วยครั้งแรกผู้ป่วยมีสีหน้ายิ้มแย้มแววตาเศร้าเล็กน้อย ซึ่งก็ธรรมดาสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ภรรยาและลูกของผู้ป่วยคอยเฝ้าดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี
ผู้ป่วยได้รับการตอบสนองทางด้านจิตวิญญาณครบทุกอย่าง ทำบุญ ถวายสังฆทาน ฟังธรรม ทำสมาธิ แต่ทุกๆ วันที่ผ่านไปผู้ป่วยกลับมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นโดยเฉพาะแววตา มีอะไรที่เรายังค้นไม่เจอแน่นอน
ฉันพยายามหาเวลาเป็นส่วนตัวพูดคุยกับภรรยาผู้ป่วยและลูกให้ช่วยกันค้นว่ามีเรื่องอะไรค้างคาใจผู้ป่วยหรือไม่ 
กลับพบว่าผู้ป่วยเป็นคนดีมากรักลูกและภรรยาตั้งแต่แต่งงานไม่เคยทำให้ช้ำใจ เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี
ฉันเข้าไปเยี่ยมจะไปให้กำลังใจและชวนทำสมาธิเช่นเดิม วันนี้ผู้ป่วยนอนอยู่คนเดียวลูกและภรรยาไปทำธุระ
คุณลุงป้าชมลุงตลอดเลยว่าลุงเป็นคนดีไม่เคยทำให้ป้าเสียใจ น่ารักจังนะลุง
ไม่หรอกหมอ ลุงมันเลวเลวมากที่สุด หมอจะรังเกียจลุงไหมถ้า….”
ฉันอึ้ง…..เงียบ 
ไม่คะไม่เกลียดบอกหนูได้ค่ะ
ก่อนแต่งงานกับป้า ลุงเคยข่มขืนผู้หญิงทำไปเพราะความคึกคะนอง ครั้งแรกไม่มีใครจับได้ก็เลยทำไม่กลัวลุงข่มขืนไปหลายคนเลย
ฉันอึ้ง ตกใจ หัวใจเต้นรัว ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงแบบนี้ คุณลุงที่แสนดี คุณลุงที่สามีที่ดีของคุณป้า เป็นพ่อที่ดี คุณลุงที่ฉันดูเฝ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัวและดูแลอย่างดีน่าขยะแขยงที่สุด…..
ฉันหายใจไม่ทั่วท้องน้ำตาคลอ…..ก้าวเท้าถอยห่างออกจากเตียงมาสองสามก้าว ฉันมองคุณลุงนอนหลับตาไม่มองหน้าฉัน สภาพตอนนี้คุณลุงไม่ต่างอะไรกับซากศพที่ตั้งท้องแขนขาลีบ ท้องโตมากกว่าผู้หญิงท้องใกล้คลอด หน้าดำคล้ำ ผิวลอกแห้ง ริบฝีปากแห้งแตก……
คุณลุงกำลังใช้หนีกรรมที่ทำอยู่แล้วสาหัสมากด้วย  เมื่อได้สติรู้ตัวฉันเลยเอื้อมมือไปจับแขนคุณลุงบีบเบาๆ
ผู้ป่วย ผมมันบ้า เลวแท้ๆ ตั้งแต่แต่งงานผมก็ไม่เคยทำร้ายใครอีกแต่หมอรู้ไหมผมบ้าขนาดเอารูปจ้าวมาช่วยตัวเอง นึกว่าท่านเป็นเมียเลยนะไม่รู้ทำไปได้ไง ผมมันเลว
พูดไปน้ำตาไหล สีหน้าเจ็บปวดยิ่งนัก  ขยับตัวออกห่างจากฉันจนชิดขอบเตียงอีกด้าน
 
ฉันนึกใช่ เลว...เลวจริงๆ นรกแน่แท้ๆ เพราะความไม่รู้ ไร้สติ ทำให้คนคนหนึ่งทำเรื่องร้ายๆ ได้ถึงเพียงนี้  โอ้พระพุทธเจ้าลูกแย่แล้วท่านโปรดช่วยลูกด้วยให้ลูกหนักแน่นมีสติ ทำสิ่งที่ถูกที่ควร……
แค้รู้ ๆ  ไม่ปรุง ไม่ลงไปคลุกคำสอนพระอาจารย์เข้ามาในหัว ....ใช่ๆๆๆ แค่รู้
หมออย่าบอกป้านะให้เขาภูมิใจในตัวผมแบบนี้นะ ให้ผมมีความดีติดตัวบ้างเรื่องนั้นไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร คนเคารพท่านทั้งประเทศ ผมมันชั่ว ทำชั่วคิดชั่วคงไม่ตายดี
ค่ะคุณลุงหนูจะไม่บอกป้าฉันรับปากพูดได้เท่านั้นจริงๆ
หมอไปเถอะ ไปทำงานเถอะ
อย่างนี้ต้องขออโหสิกรรมคะคุณลุงเราทำได้นะสิ่งเดียวที่คิดได้ขณะนั้น
จะขอกับใครที่ไหนละหมอ...หายไปไหนกันหมดแล้วผมข่มขืนแล้วผมก็ไม่ได้สนใจอีก ยิ่งท่านด้วยแล้วไม่มีทางทำได้ ช่างมันเถอะ...หมอผมยอมรับกรรม ทุกข์ให้มันตายไปเลย
ใจเป็นใหญ่คะคุณลุง ใช้นึกเอา ส่วนท่านหนูจะหารูปให้ ดีไหมคะ
ครับจริงๆด้วย แต่กลัวป้าเห็น
รอคะลุงรอเวลาช่วงนี้สวดมนต์ก็ขออโหสิกรรมและแผ่เมตตาให้พวกเขานะคะ
ผู้ป่วยรับปาก สีหน้าและแววตาดีขึ้น ถึงจะย้อนเวลาแก้ไขไม่ได้และผู้ป่วยก็ได้รับวิบากกรรมจากการกระทำของเขาอยู่แล้ว กายทุกข์หนัก แต่ใจทุกข์กว่า
และเวลาที่รอก็มาถึง ป้าไปธุระพยาบาลและผู้ป่วยช่วยกันทำพิธีขออโหสิกรรมมีดอกไม้ธูปเทียนและรูปภาพซึ่งหาได้จากปฏิทิน บรรยากาศของพิธีการดูศักดิ์สิทธิยิ่งนัก ผู้ป่วยพยายามลุกนั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะท้องของเขาอืดโตจากโรคมะเร็งตับ ส่วนแขนขาเล็กลีบไม่มีแรง ประกอบกับรับประทานอาหารไม่ได้หลายวัน เขารวบรวมพลังทั้งหมด ยกรูป ดอกไม้ ธูปเทียนขึ้นเหนือหัว มือสั่นน้ำตาไหลคล้ายกับว่าใจจะขาด แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ฉันรับรู้ได้ว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ
ลุงก็เริ่มรับประทานอาหารได้และขอหมอเจ้าของไข้กลับบ้านแล้วเราก็ไม่เคยเจอกันอีกเลยส่วนฉันเล่า ฉันนึกขอบคุณตัวเองที่รู้สึกตัว ขอบคุณพระอาจารย์ที่สั่งสอนให้ฉันสามารถมีสติช่วยผู้ป่วยรายนี้ได้ เพราะถ้าไม่เคยฝึกสติคงโกรธเขามากหรือเขาก็ไม่ไว้ใจและเขาคงไม่ได้รับการคลี่คลายเรื่องค้างคาใจคงทุกข์ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-04 06:35:00


ความเห็นที่ 15 (3201747)

ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าดีดี เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้สู้ดูแลกันต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิษย์รุ่น3 วันที่ตอบ 2010-07-04 16:05:44


ความเห็นที่ 16 (3201827)

อ่านแล้วชอบ หรือถูกใจกรุณาบอกต่อ จะเป็นกุศลยิ่งคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-05 09:32:52


ความเห็นที่ 17 (3201989)

ขอบคุณ คุณจิตใสจริงๆที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวดีๆให้ได้อ่าน  อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ อยากให้เจ้าหน้าที่พยาบาลได้เข้ามาอ่านกันเยอะๆจัง  เพราะพยาบาลมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับคนไข้มากที่สุด อย่างน้อยบุคคลที่ได้อ่านและนำไปปฏิบัติได้สักเศษเสี้ยวของคุณจิตใส คงทำให้คนไข้และญาติได้คลายทุกข์ทางใจได้บ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น RN junior วันที่ตอบ 2010-07-05 23:07:04


ความเห็นที่ 18 (3201990)

ว่ากันว่าทุกข์ทางใจหนักหนายิ่งกว่าทุกข์ทางกาย  การได้ช่วยคลี่คลายปมในใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้วถือเป็นกุศลที่สูงส่ง 

ขอบคุณพี่จิตใสที่ได้ช่วยนำเรื่องดีๆมาลงให้อ่าน คุณสุดยอดจริงๆ Miss ไนติงเกล

ผู้แสดงความคิดเห็น RN junior วันที่ตอบ 2010-07-05 23:14:36


ความเห็นที่ 19 (3202185)

เขียนไปขออนุญาตเผยแพร่ค่ะ  ส่งไปที่  jitdd@hotmail.co.th  แ่ต่ถูกตีกลับค่ะ   เลยขออนุญาตตรงนี้นะคะ

จะส่ง link  ไปเผยแพร่และเขียนลงในบล็อกของโรงเรียนค่ะ  อยากให้คนเข้ามาอ่านและเข้ามาติดตามที่เวปของพระอาจารย์ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น สายน้ำที่หวังดี วันที่ตอบ 2010-07-06 19:29:33


ความเห็นที่ 20 (3202283)

สาธุค้า

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-07 11:43:49


ความเห็นที่ 21 (3202387)

เหมือนเป็นนกเขียนเลย..

 

หนุกมากกค้า ^^

ผู้แสดงความคิดเห็น บุญหลาย วันที่ตอบ 2010-07-07 18:44:23


ความเห็นที่ 22 (3202440)

เพราะเป็นผู้รับจึงมีความสุข                                                                                                                                   
โดย...... จิตใส
 
     ฉันถูกปลูกฝังเสมอว่าอาชีพพยาบาลที่ฉันเป็นอยู่
คืออาชีพของคนที่เสียสละ เป็นผู้ให้ มีเมตตา ดูแลคนไข้
ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมายที่กำลังเป็นทุกข์
เพราะเหตุนี้ในใจลึกๆ ฉันจึงคิดว่าฉันมีบุญคุณกับคนไข้

ความคิดแบบนั้นสั่งสมขึ้นมากทุกวัน
สิบปีผ่านไปฉันรู้สึกเป็นผู้เหนือกว่าเพราะฉันได้เป็นผู้หยิบยื่น ฉันเป็นผู้ให้
ฉันเริ่มเอาแต่ใจตนเอง มองเห็นผู้ป่วยอยู่ต่ำกว่า เพราะเขาต้องพึ่งเรา
ฉันมักหงุดหงิด เมื่อคิดว่าผู้ป่วยร้องขอเกินสิทธิที่เขาควรจะได้ ซึ่งสิทธินั้นฉันเป็นผู้ตั้งและตัดสิน
และความหลงผิดนี้ได้เข้าครอบงำจิตใจ มากขึ้นทุกวัน
ความโลภ โกรธ หลง รุมเล่นงาน

ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะใครๆ ก็ทำกัน
รักตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ทำให้ตัวเองมีความสุขฉันเป็นนักแสวงหาความสุขตัวยง ความสุขที่ได้จากการตอบสนองกิเลสความสุขที่ต้องมีสิ่งล่อ เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

ฉันตามหาความสุขจนได้เรียนรู้เรื่องการฝึกสมาธิ ฉันพบความสุขความสงบซึ่งเป็นความสุขที่ฉันตามหาเป็นความสุขที่หาอะไรเปรียบไม่ได้จากความไม่รู้และรักตัวเองมากเกิน

ฉันพยายามทุกอย่าง ทิ้งความสบายทั้งหมด ทำงานหาเงินมากกว่าเดิมเพื่อที่จะจัดการกับภาระทางโลกฉันจะลาออกจากอาชีพพยาบาล

ฉันจะหาเงินให้พ่อกับแม่ เพื่อทำหน้าที่ลูกที่ดี และจะเดินทางสายธรรม หนึ่งปีต่อมาฉันพบว่าฉันทุกข์กว่าเดิมทุกข์และผิดหวังกับชีวิตมากเพราะฉันเหนื่อยเกินไปกับสิ่งที่ฉันทำ

และแล้วความมหัศจรรย์ที่สุดก็เกิดขึ้นกับฉัน รุ่นพี่ที่นับถือแนะนำให้ฉันได้พบกับพระอาจารย์
และเหมือนเป็นที่ยึดสุดท้ายหลังจากผ่านความชอกช้ำแสนสาหัส ฉันตัดสินใจจะให้โอกาสตัวเป็นครั้งสุดท้าย

ฉันตั้งใจเรียนรู้วิชาที่พระพุทธเจ้าค้นพบ
โดยมีพระอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอด วิชาเรียนรู้ดูความทุกข์ เรียนที่จะเฝ้าดูกิเลส
ดูว่ามี เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เรียนรู้เรื่องการอยู่กับปัจจุบัน เพียงสามเดือนของการตามรู้
ดูกายดูใจ ก็ค้นพบว่า ความสุขที่ฉันตามหา ฉันมีของฉันอยู่แล้วเพียงแค่การไม่วิ่งตามกิเลสในใจเท่านั้นเอง

ฉันพบว่าสามสิบสองปีที่อยู่บนโลกใบนี้ฉันได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายแต่ฉันลืมไปหนึ่งอย่างคือ การรู้กายรู้ใจ ฉันพบอีกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป สิ่งที่ฉันจะทำ ทำทุกวัน และทุกลมหายใจที่รู้สึกตัวคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว

ปัจจุบันฉันหยุดที่จะแสวงหาความสุขแล้ว
แต่ความสุขกลับมีมากขึ้นทุกวันตลอดห้าปีที่ผ่านมามีมากจนประมาณไม่ได้…..  
 
ฉันจึงรู้ว่าที่ผ่านมานั้นฉันคิดผิดกับคนไข้  ฉันไม่ได้เป็นผู้ให้ แต่ฉันเป็นผู้รับมากกว่า
ทางโลก  ฉันมีงานทำ มีเงินใช้ มีความสะดวกสบายเพราะผู้ป่วยเหล่านั้นมาให้ฉันดูแล
ถ้าไม่มีเขาเหล่านั้นความเป็นอยู่ที่ดีขณะนี้จะยังมีอยู่หรือ ทางธรรม  ถ้าดูกันให้ตลอดสายข้ามภพ ข้ามชาติ พวกเขาเหล่านั้นอาจเคยช่วยดูแลเกื้อกูลฉันมาก่อนเพราะไม่เช่นนั้นอะไรเล่าที่ทำให้ฉันต้องมาทำเหมือนเป็นการใช้หนี้อยู่เช่นนี้

หรือทุกครั้งที่ได้ดูแล ก็เหมือนกับกำลังบำเพ็ญบารมี
ได้ฝึกขัดเกลากิเลสในใจ ฝึกความอดทน อดกลั้น ฝึกเมตตา เสียสละ
ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านั้นฉันจะได้มีโอกาสที่จะฝึกและสั่งสมบารมีหรือไม่

แล้วอย่างนี้ใครกันแน่ที่เป็นผู้รับ  เมื่อเข้าใจว่าฉันคือผู้รับ
ฉันจึงอ่อนน้อมมากขึ้น ระวังคำพูดสำรวมกายใจมากขึ้น
รู้สึกว่าผู้ป่วยคือผู้มีพระคุณ เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ฉันต้องดูแล
อารมณ์ที่เคยหงุดหงิด ความรู้สึกถือดีเบาคลายลงไป ฉันให้เวลากับผู้ป่วยมากขึ้น
สนใจในรายละเอียดมากขึ้น ทำงานมากขึ้นและความสุขมากขึ้นทุกๆ วันด้วยเช่นกัน

แล้วคุณล่ะ...ค้นพบความสุขของตนเองแล้วหรือยัง 
 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-08 07:50:58


ความเห็นที่ 23 (3202538)

สาธุๆๆ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-08 16:04:09


ความเห็นที่ 24 (3202591)

หาแนวร่วมค้า......

วันนี้ได้กราบพระอาจารย์ที่วัด ท่านถามว่าเมื่อไหรจะรวมเล่มเขียนเข้านะให้ได้ซัก

สองร้อยหน้า

"โอ้พระพุทธเจ้า  อีกสิบปีก็ไม่ถึง" นึกในใจไม่กล้าพูดดัง แต่กล้าเขียน

มือใหม่หัดเขียนแค่อย่างเล่าประสบการณ์เพื่อให้เพื่อนร่วมทางที่จะไปดูแลคนไข้

ไม่ต้องมะงุมมะงาหราเหมือนที่เคยมาจะได้ทำงานกันเร็วขึ้น คนไข้

ไม่ถูกทิ้ง เพราะกว่าจะได้แบบนี้หน้าแตกมาก็เยอะ ไม่ถูกจุดมาก็มากแต่ไม่ได้เล่า (ฟอร์มจัด)

เลยคิดได้ว่าควรหาแนวร่วม  เพื่อให้ได้ สองร้อยหน้าเร็วๆ แล้วเราก็จะได้มีตัวอย่างดีๆที่หลากหลาย ได้ร่วมเล่มเป็นรวมพลคนระยะสุดท้าย เฮ้ย ชื่อไม่เหมาะ...เดี๋ยวคิดอีกที่ว่าชื่ออะไร

ท่านใดมีประสบการณ์ เกี่ยวกับการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย เชิญชวนให้เขียนมาเล่าสู่กันฟัง

โดยเขียนเรื่องของท่านเป็นเรื่องสั้นส่งแล้วส่งไปยัง เมลพระอาจารย์ก่อนเพื่อตรวจสอบว่าผ่านหรือเหมาะสมหรือไม่ที่จะเผยแพร่  (กราบขออภัยที่เพิ่มภาระงานท่านอีกแล้ว) อย่างลืมนะคะพี่น้องความรู้ประสบการณ์จะได้ไม่สาปสูญๆๆๆๆๆ

เด็กๆรุ่นหลังจะได้มาดูแลรุ่นพวกเราเตรียมไว้ไม่ปรามาท(ใกล้ๆกันแล้วด้วยแก่ลงทุกวัน)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-09 00:28:29


ความเห็นที่ 25 (3202848)

มาตามซึมซับเรื่องเล่าดีดีจ้า   สาธุ้จ้า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น ฝน วันที่ตอบ 2010-07-11 00:10:17


ความเห็นที่ 26 (3202910)

เขียนต่อไปนะคะขอเป็นกำลังใจค่ะ

เอาไปเผยแพร่ต่อแล้วนะคะ  

ใครจะตามไปดูก็เชิญนะคะ

gotoknow.org/blog/saynumtiwangdee/373036

 และ

gotoknow.org/blog/jaiklan1/372537


ผู้แสดงความคิดเห็น สายน้ำที่หวังดี วันที่ตอบ 2010-07-11 20:30:03


ความเห็นที่ 27 (3203122)

อ่านแล้วนำตาไหลทุกที แต่มีควรมสุขค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น สมาชิกไหม่ วันที่ตอบ 2010-07-13 05:06:50


ความเห็นที่ 28 (3203256)

เสียศูนย์ยิ่งกว่าสูญเสีย
 
     คุณยายอายุเก้าสิบสามปีระดับความรู้สึกตัวดี
ความจำดี(สมวัย)สุขภาพจิตดีมาก ป่วยด้วยโรคชรา
และปอดอักเสบหายใจเองไม่ไหวแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ
เข้ารับการรักษาจนอาการปอดอักเสบทุเลา แต่ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่นานจึงต้องเจาะคอและให้อาหารทางสายยาง ดูแลจนอาการดี นอนอยู่นานและด้วยความน่ารักของคุณยาย
คุณยายจึงเป็นขวัญใจของพยาบาลทุกคนใน WARD

คุณยาย จะมีของใช้ประจำตัวประกอบด้วยหมอนเล็ก หมอนน้อยเพื่อประคอง แขน ขา ก้น ใส่ปลอกเข้าชุด สีสันน่ารัก คุณยายจะใส่หมวก ใส่ถุงเท้าแบบวัยรุ่นเกาหลีที่กำลังนิยม และมีผ้าห่มส่วนตัวลายเข้าชุดกับหมอน

ทุกๆอย่างที่มีจัดเตรียมโดยลูกสาวของคุณยาย ลูกสาวของคุณยายอายุหกสิบปี รูปร่างผอมบางน้ำหนักประมาณสี่สิบกิโล จะมาดูแลคุณยายทุกวัน

และพวกเราก็รักคุณป้าด้วยเพราะคุณป้าเป็นคนสุภาพ น่ารัก จะเข้ามาดูคุณยายเงียบๆ มาหวีผม ทาโลชั่น และคอยเปลี่ยนปลอกหมอนให้คุณยายเสมอ

เราดูแลจนคุณยายดีขึ้นและได้กลับบ้าน คุณป้าได้เตรียมห้อง เตรียมเตียงที่ไขหัวสูงได้ (เหมือนที่โรงพยาบาล) ที่นอนลมกันแผลกดทับ และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแลคุณยายเอง

      
อีกไม่นานคุณยายกลับมาอีกครั้งด้วยติดเชื้อปอดอักเสบ แต่ครั้งนี้อาการรุนแรงกว่าครั้งที่แล้ว

คุณยายไม่รู้สึกตัวไข้ขึ้นสูง และมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
แพทย์วินิจฉัยว่าปอดอักเสบ และชรา (คือเสื่อมใกล้หมออายุไขนั่นเอง)และลงความเห็นว่าน่าจะดูแลตามอาการ
แต่คุณป้าผู้เป็นลูกสาวขอต่อรองให้ยืดเวลาให้นานที่สุด…….

รอบที่แล้วคุณป้าน้ำหนักสี่สิบ ตอนนี้ผอมลงไปอีก เหลือเพียง สามสิบเก้า แววตาเศร้าหมอง พวกเราทราบดีว่าคุณป้ารักคุณยายมาก แต่ก็น่าจะทำใจได้แล้ว เพราะอะไรคุณป้าจึงต้องยื้อคุณยายไว้……………………

“คุณป้าคะดูผอมลงไปนะค่ะ”

“คะ ลดไปอีก เป็นห่วงคุณยายเลยทานอะไรไม่ได้…รอบนี้หนักไม่รู้ตัวแล้ว”

“คะ คุณยายอาการหนัก แล้วอายุมากแล้วด้วยร่างกายใช้มามากก็เสื่อมเป็นธรรมดา”

“ป้าคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียคุณยายไปอีกคน”
 
“อ้าว..โทษนะคะมีใครเสียอีกหรือคะ”

“น้องสาวป้าเองเขาเสียด้วยโรคมะเร็ง ป้าดูแลตั้งแต่ต้น จนเขาเสีย ถ้าคุณยายอีกป้าจะไม่ดูแลใครอีกแล้ว”

(คุณป้ารู้ว่าคุณยายอาการหนักแต่กลัวการสูญเสีย พอมีทาง……..เยียวยา)

“อืม คุณป้าจะไม่ดูใครอีกได้ไงคะ สุดยอดบริการขนาดนี้
ใครจะทำได้เหมือนคุณป้าดูแลคุณยายอย่างดี สุดยอดกตัญญู หนูนับถือมากเลยนะคะ คุณยายก็อายุยืนอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
ให้ลูกหลานได้บำเพ็ญบารมี ดีจังเลย”

“ป้าไม่ได้ดูคนเดียวนะ น้องชายสองคนก็มาอยู่ด้วยกัน”

“พี่น้องรักกันคุณยายนี่เลี้ยงลูกเก่งจริงๆ……มาเยี่ยมทุกวันพูดเรื่องดีๆเรื่องทำบุญทำทานให้คุณยายฟังนะคะ ปกติคุณยายทำบุญบ่อยไหมคะ” (แอบถามเนียนๆ)

“ก้นกุฏิหลวงพ่อฤาษีลิงดำเลยนะ ตอนแข็งแรงต้องไปทำบุญที่วัดท่าซุงบ่อยๆ ฟังเทปหลวงพ่อตลอด เสียดายตอนย้ายบ้านป้าทิ้งไปหมดแล้ว” (ได้เรื่อง)

“งั้นดีเลยคะ หนูมีซีดีหลวงฤษีลิงดำพ่อหลายแผ่นเลยนะคะ
เปิดให้คุณยายฟังไหมคะจิตใจจะได้จดจ่อในบุญกุศล”(คุณยายไม่น่าห่วงเพราะมีฐานทางธรรม แต่คุณป้า…..)

“หนูมีซีดีหลวงพ่อหรือ”

“ค่ะ หนูมี หลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่อชา หลวงพ่อพุธ เสียงอ่านหนังสือธรรมะ บทสวดมนต์  อินเดีย ไทย จีน หรือเพลงบรรเลง แบบไทยเดิม สากล ก็มีคะ คุณป้าจะยืมไปฟังก็ได้นะคะ”

“ขอบใจนะคะ แล้วถ้าจะให้คุณยายฟังต้องทำอย่างไร”

“มีเครื่องฟังคะแบบ MP4 ใส่หูฟัง หรือเป็นแบบวิทยุก็ได้คะ”…

และเราก็ให้การดูแลแบบผู้ป่วยระยะสุดท้าย วันเวลาผ่านไปอาการคุณยายก็ทรุดลง ตามคาด คุณป้ายอมจำนนและปล่อยคุณยายในที่สุด……จากไปเพราะหมดอายุไขจริงๆเหมือนคนนอนหลับอมยิ้มพยาบาลใน WARD หลายคนไปร่วมงานศพคุณยาย หลังเสร็จงานคุณป้านำที่นอนลมของคุณยายมาบริจาคให้ WARD แต่ก็ยังไม่หายซึมเศร้า มีอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว รับประทานไม่ได้ ร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องคุณยาย ฉันขอเวลาคุยกับหลานคุณป้าให้พาคุณป้าไปตรวจทางกายให้ละเอียด เพื่อแยกโรคทางกายถ้าปกติดีก็เหลือแต่ทางใจ เราทุกคนยินดีช่วยคุณป้า ให้พ้นจากความโคกเศร้าและภาวะการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยเชิญชวนให้คุณป้ามาร่วมกิจกรรมที่เรามีกันที่วัด เช่นทำบุญวันอาทิตย์
ปฏิบัติธรรมในโอกาสต่างๆ จะมีน้องพยาบาลรับอาสาไปรับคุณป้ามาร่วมกิจกรรมถ้าหลานไม่ว่างมาด้วย คุณป้าได้ออกมาจากบ้านมาจากบรรยากาศเดิมๆ ที่สำคัญได้เข้าปฏิบัติธรรม จิตใจเริ่มสดใสขึ้นทุกๆวัน ……………

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบนับเป็นสุข...แต่การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถเผชิญความโศกเศร้าสูญเสียสุขยิ่งกว่า…เพราะพวกเขาเหล่านั้นยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันต่อไป……
 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-07-13 12:17:20


ความเห็นที่ 29 (3203714)

ขออโหสิกรรมด้วยหัวใจ                          

โดย...จิตใส
 
   
การขออโหสิกรรม เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถช่วยผู้ป่วยและญาติได้คลี่คลายปัญหาค้างคาใจ

จะดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต
แต่จะต้องมีพยาบาลผู้ดูแลช่วยอธิบาย ช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวให้
บางทีอาจต้องกล่าวนำ และหนักแน่นพอ สามารถประเมินสภาพญาติให้ได้ว่า
พร้อมจะทำหรือไม่

กิจกรรมนี้ไม่มีลักษณะตายตัว ต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่กรณี กิจกรรมขอขมาก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตจึงไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย
แต่การขอขมาในผู้ป่วยหลังเสียชีวิตมีรูปแบบที่ตายตัวและมีหลายครั้งที่ได้ทำแล้ว ฉันจึงได้จัดเตรียมคำพูดตัวอย่างไว้ดังนี้
 
คำกล่าวคารวะผู้ป่วยถึงแก่กรรมในหอผู้ป่วย
 
ก่อนกล่าวคารวะศพควรทำความสะอาดศพ
ถอดอุปกรณ์ช่วยชีวิตและจัดท่านอนหงายราบคลุมผ้าห่มระดับหน้าอก
ปิดเปลือกตาศพให้สนิท (ทุกคนพนมมือ ผู้นำกล่าว)
 
บัดนี้คุณ.....................................................................ได้จากไปแล้วด้วยความสงบในนามของเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย.................................................

ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่าน
ตลอดเวลาที่ได้ทำการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หากมีสิ่งใดที่แพทย์
พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนได้กระทำการใดๆ ซึ่งเป็นการล่วงเกิน ไม่ว่าด้วยกาย วาจา
ใจ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ขออโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ในโอกาสนี้ด้วย  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของ

คุณ............................................ไปสู่สุคติด้วยเทอญ

จากนี้ไปขอร่วมรำลึกไว้อาลัยแด่คุณ.................................................
 
    
โดยการสงบนิ่งไว้อาลัยพร้อมกัน 1 นาที(เสร็จแล้วทุกคนเคารพศพด้วยอาการที่สงบ)

กิจกรรมนี้ได้รับการตอบสนองที่ดีมากๆ รุ่นน้องหลายคนจะเข้ามาพูดคุยแสดงความรู้สึกหลังได้ขออโหสิกรรมกับคนไข้ที่พวกเขาดูแลว่ารู้สึกดีมากๆ น้องบางคนน้ำตาซึม

และที่ชอบกันที่สุดคือญาติจะเรียบร้อย ไม่วุ่นวายเมื่อถึงเวลาติดต่อรับศพกลับ

ส่วนตัวฉันไม่ได้รู้สึกดีนัก เพราะฉันคิดว่ากิจกรรมขออโหสิกรรมหลังผู้ป่วยเสียชีวิตนี้มันเป็นเพียงพิธีกรรม ถ้าจะดีต้องทำตอนมีชีวิต ต้องช่วยให้ผู้ป่วยมีสติ ต้องฝึกสมาธิ ต้องสงบ ต้องๆๆๆ อื่นๆ อีกมากมาย

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไป
 
ผู้ป่วยหญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนมาก มาด้วยหายใจลำบาก แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้นและคนที่อ้วนมากๆ จะมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ
นับว่าอันตรายมากถ้าหยุดหายใจนาน

ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ รู้สึกตัวดี ญาติและแพทย์เจ้าของไข้ปรึกษากันจะสั่งซื้อเครื่องช่วยหายใจแบบที่ใช้ที่บ้านได้มาให้ใช้ และขณะนั้นก็เป็นเวลาที่รอเครื่องช่วยหายใจ
และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น กลางดึกผู้ป่วยสะบัดหน้าทำให้ท่อช่วยหายใจหลุด
ผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ทีมแพทย์พยาบาลพยายามใส่ท่อให้ใหม่ แต่เนื่องจากคอผู้ป่วยสั้นใส่ยากมาก และผู้ป่วยก็ยังไม่รับกับการเตรียมเพื่อถอดท่อ
(ก่อนถอดท่อต้องประเมินหลายรายการว่าพร้อมหรือไม่ บางรายต้องให้ยาบางตัวก่อนเอาท่อออก )

ความพยายามของทีมล้มเหลวแพทย์ใส่ท่อใหม่ไม่ได้ และเธอก็หัวใจหยุดเต้นเราขึ้นปั๊ม
พยามทำทุกอย่างเพื่อให้เธอกลับมา
ฉันรู้ดีว่าถ้าเธอต้องจากไปตอนนี้เธอไม่สงบ เธอยังไม่ได้เตรียมตัวเลย แล้วญาติพี่น้องของเธออีกเล่า พวกเขาจะทุกข์กันแค่ไหน

คนหนึ่งในทีมแจ้งข่าวกับญาติถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดนี้ พวกเราพยายามกันเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ เธอจากไปแล้วทุกคนในทีมเศร้ามาก ทั้งกังวลถึงเหตุการณ์ที่ญาติมาถึง

เมื่อญาติมาถึง ญาติส่งเสียงดังแสดงถึงความไม่พอใจ แพทย์เขาอธิบายว่าเราทำกันสุดความสามารถแล้ว เต็มที่แล้วจริงๆ

“ญาติคะเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว มาลาศพกันนะคะ”

ศพนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้ามายืนรอบเตียง แล้วก็เริ่มกล่าวขออโหสิกรรมตามใบกระดาษที่เตรียมไว้

บัดนี้คุณ.....................................................................ได้จากไปแล้วด้วยความสงบในนามของเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย................................

น้องเจ้าของไข้นำกล่าวทุกๆคนกล่าวตามจนจบ

บรรยากาศขณะนั้นสงบนิ่ง เหมือนจะหยุดหายใจ การขออโหสิกรรมครั้งนี้ออกมาจากหัวใจฉันและน้อง หลายคนน้ำตาซึม

“คุณคะหนูขออโหสิกรรมคะ ขออโหสิกรรมจริงๆ”

เมื่อเสร็จพิธี การแสดงออกของญาติเปลี่ยนไป น้ำเสียงอ่อนลง พวกเขาคงรับรู้ได้ว่าเราเสียใจจริงๆ เราพยายามช่วยคนไข้แล้วจริงๆ เมื่อถึงเวลาติดต่อรับศพกลับ ก็ติดต่ออย่างสงบ
และมากล่าวขอบคุณพวกเราอีกที่ดูแลญาติของเขาเป็นอย่างดี…เฮ้อ..

ขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ฉันเข้าใจในพิธีขออโหสิกรรม ด้วยหัวใจอย่างแท้จริง
 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-15 15:31:22


ความเห็นที่ 30 (3203907)

เยี่ยมยอด  เยี่ยมยุทธ  คนใกล้ตัวจะรออ่านรวมเล่มอีกครั้งนะ ( แบบว่าที่บ้านไม่มีnet ง่ะ )

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่พ. วันที่ตอบ 2010-07-16 18:20:09


ความเห็นที่ 31 (3203937)

ขออนุญาตร่วมแสดงความเห็นด้วยคนครับ ผมขอชื่นชมและอนุโมทนาบุญกุศลที่คุณจิตใสและทีมงาน ได้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างงดงาม

ไม่ใช่เป็นแค่การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ แต่ดูแลด้วยหัวใจของโพธิสัตว์โดยแท้ สมควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคน ผมและทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายขอเข้ามาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติต่อตนเองและผู้ป่วยให้ดีขึ้นต่อไปนะครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีม ใส่ใจ..ใจใส รพ.สุรินทร์ วันที่ตอบ 2010-07-16 22:12:37


ความเห็นที่ 32 (3203972)

ขอร่วมอนุโมทนากับคุณจิตใสและทีมงานดิฉันขออนุญาตนำไปใช้และ copyแจกให้ผู้ที่มีความทุกข์และผู้ที่กำลังจะทำหน้าที่แบบนี้มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติบางนะคะ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้พึ่งตื่น วันที่ตอบ 2010-07-17 10:35:10


ความเห็นที่ 33 (3203992)

อ่านแล้วปลื้มมม มากมายค่ะ

ขอบคุณที่เป็นต้นแบบ/แบบอย่างที่ยอดเยี่ยม

ในการดูแลผู้ป่วยด้วยจิตธรรม

ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น RN รพช หวันโลก วันที่ตอบ 2010-07-17 15:57:30


ความเห็นที่ 34 (3204048)
ให้โดยไม่มีเงื่อนไข
โดย...จิตใส
     ผู้ป่วยชายอายุ 60 ปี
เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายนอนรักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษ หายใจหอบเล็กน้อย
แพทย์คุยอาการกับภรรยาผู้ป่วย ซึ่งเป็นพยาบาล และลูกสาวซึ่งเป็นเภสัชกร ทุกคนตกลง
และยอมรับได้ว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยได้รับการดูแลตามหลักการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ลูกและภรรยาได้ล่ำลา
และสวดมนต์คาถาชินบัญชรให้ผู้ป่วยฟังทุกวัน นอน รักษาตัวอยู่ประมาณ 1
สัปดาห์อาการก็กำเริบมากขึ้นช่วงเช้ามีอาการหอบ
แพทย์ได้เพิ่มออกซิเจนเป็นขนาดสูงสุด
โดยใช้หน้ากากที่มีถุงสำรองออกซิเจนครอบหน้าผู้ป่วยไว้ (Mask with Bag) ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจและทุกคนก็รอเวลา
เวลาที่จะได้ลาจาก แต่ผู้ป่วยมีอาการร้อนมาก ร้อนจากภายในร่างกาย แม้จะอยู่ในห้องพิเศษที่มีเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มความเย็นจนสูงก็ตาม
ลูกและภรรยาพยายามใช้น้ำเช็ดตัวผู้ป่วยตลอดเวลาก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น ผู้ป่วยก็ร้องขอให้ขยับเตียงมาไว้ใต้เครื่องปรับอากาศ
แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสายออกซิเจนสั้นเกินไป หัวจ่ายออกซิเจนถูกฝังไว้กับผนังห้องไม่สามารถขยับได้
ความต้องการนี้ของผู้ป่วยจึงถูกละไว้.......แม้ผู้ป่วยร้องขอหลายรอบก็ตาม
เมื่อฉันมาพบกับผู้ป่วยทราบความต้องการเรื่องผู้ป่วยต้องการมานอนใต้เครื่องปรับอากาศแต่ติด
ปัญหาว่าสายออกซิเจนสั้นเกินไป ทำให้ผู้ป่วยร้อนและไม่สงบ ฉันทราบดีว่า
ฤทธิ์ของยาเคมีบำบัด และรังสีที่ผู้ป่วยได้รับมันทำให้ผู้ป่วยร้อน

มากและยิ่งใกล้วาระสุดท้ายด้วยแล้ว
ธาตุต่างๆ ในร่างกายก็เสียสมดุล จึงทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานมากกว่าปกติ
แม้ได้รับการเตรียมตัวเพื่อรับวาระสุดท้ายที่จะมาถึงอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้รับการตอบสนองขั้นพื้นฐาน
เขาไม่มีทางสงบแน่นอน แล้วฉันจะช่วยเขาได้อย่างไร ปัญหามีเพียงว่าสายออกซิเจนสั้นเกินไป
ฉันกลับมายังห้องเตรียมการรักษา หาดูอุปกรณ์ทุกอย่างที่จะสามารถ ต่อให้สายต่อออกซิเจนยาวเพียงพอ ฉันตัดและต่ออุปกรณ์บางอย่างจนสายยาวประมาณ 3 เมตร (สายออกชิเจนหนึ่งสาย ปลอกเข็มหนึ่งอัน และสายยางแดงอีก สองเมตร)รวมราคาไม่กี่บาท
เมื่อทดสอบถุงสำรองออกซิเจนโป่งป่องดีนั่นหมายความว่าสายที่ทำขึ้นใหม่ใช้การได้ ฉันรีบนำสายต่อออกซิเจนกลับมายังห้องผู้ป่วย เราช่วยกันเลื่อนเตียงให้ผู้ป่วยมานอนใต้เครื่องปรับอากาศตามความต้องการ
ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นจนผิดตาผู้ป่วยสงบขึ้นผู้ป่วยพักหลับได้ ลูกและภรรยาผู้ป่วยพอใจมากทุกคนมีความสุข
สุขกับการได้ของเล็กๆน้อย แล้วพวกเขาก็สวดมนต์ให้ผู้ป่วยฟัง
และดึกคืนนั้นเองผู้ป่วยก็จากไปอย่างสงบ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย
และฉันก็ลืมเหตุการณ์นั้นไปแล้ว เนื่องจากภรรยาผู้ป่วยเป็นพยาบาลโรงพยาบาลเดี๋ยวกันเราจึงได้เจอกันอีก
เธอเข้ามาขอบคุณ
ขอบคุณอย่างที่สุดเรื่องสายต่อออกซิเจนยาวสามเมตรที่ฉันประดิษฐ์ขึ้น(ถึงมันจะไม่สวยและเป็นเรื่องเล็กน้อย )
แต่มันทำให้สามีที่อยู่ในวาระสุดท้ายของเธอจากไปอย่างสงบ
เธอบอกกับฉันว่าเธอแจ้งเรื่องความต้องการเปลี่ยนตำแหน่งของเตียงกับเจ้าหน้าที่หลายคน
ก็มีแต่คนบอกว่าไม่มีสายที่ยาวพอ ออกซิเจนสำคัญกว่า และเธอก็เห็นด้วย
ก็ได้แต่จำทนเห็นสามีทุกข์ทรมาน…….

เรื่องนี้ทำให้ฉันคิดได้ว่า
การให้อะไรก็ไม่ดี ถ้าให้ในสิ่งที่เขาไม่ต้องการและการให้เพียงเรื่องเล็กน้อยที่คนหลายคนเห็นว่าไม่สำคัญ แต่เป็นเรื่องที่เขาต้องการนั่นแหละมีประโยชน์สูงสุด
ฉันนึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ละเลยต่อความต้องการนั้น
นั่นคือการให้โดยไม่มีเงื่อนไขนั่นเอง    

ปล.  หลังจากคุณลุงเสียชีวิตเนื่องจากรู้จักกันฉันจึงไปช่วยงานศพแต่เช้า
ขณะเดินทางไปที่วัด ก็เกิดนึกอยากรับประทานโรตีแขกซึ่งปกติไม่ค่อยซื้อร้านนี้เพราะมีร้านประจำอยู่
แต่ก็จอดรถซื้อ พิเศษกว่าทุกครั้งเพราะสั่งแขกไปว่า ขอโรตีใส่นมไม่ใส่น้ำตาล 10
อันตั้งใจเอาไปฝากที่วัด(ปกติใส่ทั่งนม น้ำตาล เนยเพรียบ)
ไปถึงวัดก่อนเจ้าภาพเลยถือวิสาสะ กราบศพเสร็จก็พูดเล่นๆ
ชวนคุณลุง(ผู้ตาย)มารับประทานโรตีด้วยกันแล้วรับประทานส่วนของตัวเองหนึ่งอัน
พอเจ้าภาพมาถึงก็เรียกทุกคนรับประทานโรตี

“ทานโรตีกันค่ะ โรตีใส่นมไม่ใส่น้ำตาล”

ลูกสาวคุณลุงเห็นโรตีก็ร้องไหหน้าซีด…… เราก็เป็นงง!

ภรรยาผู้ตายเล่าว่า คุณลุงชอบรับประทานโรตีมาก ตอนป่วยบางวันอยากกินหาซื้อไม่ได้ต้องขับรถวนในตลาดหลายรอบ
และที่สำคัญ คุณลุงจะรับประทานโรตีใส่นมไม่ใส่น้ำตาล……………..

อาจ๊ากคุณลุง ง่ะ……… บรื๋อส์สสสสสส
ขอแบบไม่มีเงื่อนไขเลยนะคุณลุง
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-18 10:27:51


ความเห็นที่ 35 (3204066)

การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยในเรื่องทีดูเล็กๆสำหรับเรา แต่กลับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อการจากไปอย่างสงบ

ขอแสดงความชื่นชมและอนุโมทนากับความเอาใจใส่ของคุณจิตใส นับเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ที่ดูแล palliative care สาธุๆๆ /\

ผู้แสดงความคิดเห็น ใส่ใจ ใจใส วันที่ตอบ 2010-07-18 14:56:17


ความเห็นที่ 36 (3204185)
ถึงผิดก็ยอม
โดย...จิตใส

      ผู้หญิงวัย สี่สิบต้นๆ
ได้รับการส่งตัวจากโรงพยาบาลเครือข่ายจังหวัดใกล้เคียงด้วยอาการเลือดออกทางช่องคลอดเรื้อรัง
แพทย์มีความเห็นว่าอาการคล้ายกับมะเร็ง เมื่อรับการตรวจอย่างละเอียด
โดยการตัดชิ้นเนื้อ ผลการตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งจริงๆ แพทย์วางแผนการรักษาโดย
จะให้เคมีบำบัดเดือนละสองครั้ง และตามด้วยการฉายแสงและฝังแร่
แต่ปัญหาของผู้ป่วยรายนี้คือ เธอเป็นสาวโสด มาอาศัยอยู่กับน้าตั้งแต่เด็ก
มีร้านขายส่งหนังสือพิมพ์ และหนังสือรายสัปดาห์
เธอทำงานทุกวันไม่เคยมีวันหยุด เพราะมีหนังสือเข้าร้านทุกวัน และเธอดูแลร้านอยู่คนเดียวตลอดเวลาเกือบสามสิบปีเธอไม่เคยหยุดงานหรือปิดร้านหนังสือเลย
แต่เมื่อเจ็บป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาเธอตัดสินใจจ้างคนที่พอไวใจได้มาเฝ้าร้าน เมื่อต้องมารับยาเธอจะขึ้นรถไฟมาแต่เช้า
แล้วรับยาเคมีที่ตึกเคมีบำบัด
เมื่อรับยาเสร็จก็นั่งรถไฟกับบ้านซึ่งนับได้ว่ามีความอดทนสูงมาก เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ต้องฉายแสงก็มีปัญหาใหญ่อีกครั้ง
เธอใช้สิทธิการรักษาด้วยบัตรประกันสุขภาพ
จึงไม่สามารถรับการฉายแสงที่นี้ได้เพราะขณะนั้น โรงพยาบาลยังไม่มีหน่วยรังสีรักษา
แต่โรงพยาบาลได้ทำสัญญากับโรงพยาบาลเอกชนที่สามารถฉายรังสีได้
ให้รับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพเฉพาะในจังหวัดเท่านั้นโดยโรงพยาบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้
แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยเครือข่าย
หรือจังหวัดอื่นให้ส่งตัวไปรับการรักษาที่ศูนย์มะเร็งลำปาง ฉันทราบปัญหาของเธอ
เธอเหมือนตัวคนเดียว ต้องทำงานทุกวันและไม่เคยไปไหนไกลเพราะตั้งแต่วัยรุ่น เธอต้องมาร้านขายหนังสือทุกวัน
ที่นั่งรถไฟมารับยาได้เองนี้ก็ยากมากแล้วสำหรับเธอ 
แล้วฉันจะช่วยเธอได้อย่างไรคำตอบของปัญหาคือเธอต้องย้ายบัตรประกันสุขภาพมาอยู่ภายในจังหวัด

แล้วจะย้ายเธอมาอยู่กับทะเบียนบ้านใคร กี่วันจะใช้บัตรได้
ระยะเวลาที่รอให้ใช้บัตรได้จะนานเกินไปไหม
ฉันติดต่อถามหมอเจ้าของไข้ว่าสามารถรอได้นานที่สุดเท่าไรที่จะไม่เกิดอันตรายกับเธอ
เมื่อได้คำตอบ โจทย์ที่สองคือ จะย้ายเธอมาเข้าทะเบียนบ้านใคร….ง่ายที่สุดคือบ้านของฉันเอง
ฉันรู้ว่าผิดแต่การทำแบบนี้จะสามารถช่วยคนหนึ่งคนฉันจึงคุยกับพ่อของฉันอธิบายถึงความจำเป็น
ฉันใช้เวลานานทีเดียวกว่าที่พ่อจะยอมเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง… แต่ในที่สุดพ่อก็ยอมรับรองว่าเธอมาอาศัยอยู่ที่บ้านเราเธอก็ได้ฉายแสง
ฝังแร่ ช่วงฉายแสงและฝังแร่ก็เกิดปัญหาใหม่อีกเพราะจะต้องฉายแสงติดต่อกันหลายวัน และผลข้างเคียงของการรักษาก็มีมากทำให้ไม่เธอสามารถเดินทางไปกลับได้ จำเป็นต้องหาที่พักและตอนนี้เราได้รู้จักกันมากขึ้น
ได้พูดคุยกันมากขึ้นจึงไม่เป็นเรื่องยากเลยที่ฉันจะชวนเธอมาพักที่หอพักพยาบาลที่ที่ฉันพักอยู่
ก่อนฝังแร่ผู้ป่วยต้องได้รับการสวนอุจจาระก่อนเราก็ช่วยกันเตรียมตัวที่หอพักของฉัน
ด้วยความไม่พร้อมหอคือหอไม่เหมือน WARD อุปกรณ์ไม่พร้อมถึงฉันจะเป็นพยาบาลก็เตรียมตัวได้ยาก
…..และทำให้ฉันเข้าใจหัวอกของผู้ป่วยและญาติมากขึ้น ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยที่บ้านว่าเป็นเรื่องยาก…ยากมากจำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมการพยาบาล ต้องให้ความรู้และเป็นพี่เลี้ยงแนะนำให้ได้ทุกครั้งเมื่อผู้ดูแลและผู้ป่วยเจอปัญหา…. เราช่วยกันจนผ่านเวลานั้นมาได้ นี่ก็สองปีแล้วเธอหายเป็นปกติ
ทุกครั้งที่เธอมาตรวจตามนัดเธอจะต้องแวะมาเยี่ยมฉัน เราโทรศัพท์คุยกันเสมอ
ปัจจุบันเธอไม่เคยประมาทในการใช้ชีวิต เธอทำบุญสะสมอริยทรัพย์และมีความสุขมาก
ส่วนฉันก็ได้พี่สาวเพิ่มอีกหนึ่ง
จากคนไข้และพยาบาลตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราพัฒนาไปมากเราเป็นมากกว่าญาติ
เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ถึงผิดก็คุ้ม เกินคุ้มจริงๆ
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-19 13:05:40


ความเห็นที่ 37 (3204281)

     สาธุๆๆ  หมอดีใจมากเลยที่ตอนนี้มีนางฟ้าหลายๆคนกระจายตามวอร์ดต่างๆแล้ว สาธุๆขออนุโมทนาบุญกับทุกนางฟ้าเลยนะคะ  เพราะเวลาเจ็บป่วย หมอกะพยาบาลนี่แหละคือเทวดานางฟ้าสำหรับเขา

         การดูแลผู้ป่วยแบบมีเมตตาธรรมแบบนี้  อ่านแล้วชื่นใจมากเลยค่ะ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-07-19 20:03:41


ความเห็นที่ 38 (3204283)

กุศลใดเกิดแล้วขออุทิศให้ผู้ป่วยทุกท่านทั้ง พ่อ แม่ ครู อาจารย์้และผู้อ่านทุกๆท่าน..........

สาธุค้า

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-19 20:19:34


ความเห็นที่ 39 (3205022)

บุญทันตา    

โดย...จิตใส 

 

ผู้ป่วยชายอายุ 32ปี

ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดรับยาเคมีบำบัดภาวะแทรกซ้อนหลังรับยาภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อ

แพทย์ให้การรักษาโดยให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำเกล็ดเลือดต่ำมากทำให้มีเลือดออกตามไรฟันและมีภาวะเสี่ยงสูงที่เลือดจะออกในอวัยวะอื่น

การรักษาคือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดและจำกัดกิจกรรมให้นอนแต่บนเตียงห้ามเดินเพื่อป้องกันเลือดออกแพทย์ให้มารักษาตัวในห้องแยกโรค

ผู้ป่วยรายนี้หงุดหงิดง่าย ขี้โมโหทุกครั้งที่เขาต้องการอะไรถ้าพยาบาลไปช้าจะหงุดหงิดมาก น้องพยาบาลหลายๆ คนไม่อยากเข้าไปดูแลเพราะเขาจะพูดไม่เพราะ

ตัวอย่างวีรกรรมของเขา เช่น ถ้าจะต้องเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจพยาบาลก็จะอธิบายว่าจะตรวจอะไร เขาก็จะบอกว่าเจาะเลยไม่ต้องพูดมาก

หรือถ้าพยาบาลประเมินคะแนนความปวด ปวดมาที่สุด 10 คะแนน ปวดน้อยที่สุด1 คะแนน เขาก็จะบอกว่า กว่าจะถึง 10 คะแนนก็ตายกันพอดีเป็นต้น

เขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยขี้วีน

ฉันเขาไปดูแลเขาแนะนำเรื่องการปฏิบัติตน การรักษาความสะอาดทั่วๆ ไป เน้นให้รับประทานอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ งดผลไม้ที่รับประทานทั้งเปลือก และงดผักสด

ผู้ป่วยแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ฉันรู้ว่าเขาไม่พอใจ แต่ก็เขาใจเขาว่าคงรู้สึกอึดอัด อายุน้อย อยู่ในวัยทำงานก็อึดอัดเป็นธรรมดา

บรรยากาศในห้องแยกโรคเป็นเหมือนห้องพิเศษเดี่ยวแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องอยู่ชั้นบนสุดของตึกทำให้ห้องร้อนมาก เราพยายามทำบรรยากาศให้สดชื่นโดยหาภาพวาดสวยๆ มาตกแต่ง

ทุกครั้งที่เข้าไปให้การพยาบาล ฉันจะอยู่พูดคุยกับเขาอีก 2- 3 นาทีเพื่อสร้างความสัมพันธ์และทุกครั้งที่เขากดกริ่งเรียกขอความช่วยเหลือจะรีบไปทันที เพราะไม่ต้องการให้เขาหงุดหงิดและทุกครั้งที่เขาหงุดหงิดฉันจะนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์  ทุกคนมีค่าเท่ากันแต่เพราะความไม่รู้ ความหลงจึงทำให้เป็นเหมือนที่เราเห็น เรามีหน้าที่มีเมตตา มีความปรารถนาดี จึงจะช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข

เมื่อเขาเห็นความตั้งใจที่จะดูแล เขาก็เริ่มอ่อนลง จึงคุยกันได้มากขึ้น ฉันสักเกตุเห็นเขามีลวดยึดขากรรไกร

“น้องขากรรไกรหักหรือคะต้องใส่ลวด”

“ใช่เคยโดนรุมตืบ สามรุมหนึ่ง มันเอาจนแย่ มันคิดว่าตาย มันก็ไป เลยว่ายน้ำหนีจะไปโรงพยาบาลก็ไม่มีคนช่วย กว่าจะไปได้เกือบตาย กรามหัก หมอรัดยางไว้ กินอะไรไม่ได้เลยสองเดือน กลับบ้านตัดยางออกเอง อ้าปากไม่ได้ก็ปั้นข้าวเป็นเส้นแล้วหยอดเข้าปาก พอกินได้นะเลยกินมากกว่าปกติเลย”

“ประวัติน่าดูเลยนะแล้วก่อนป่วยทำงานอะไรหละ”

“ทำสวนจัดสวนหย่อม แต่งสวนหิน ”

“ไม่น่าเชื่อว่าจะจัดสวนได้”

ฉันพูดยิ้มๆผู้ป่วยยิ้มตอบเริ่มเป็นมิตร

“อดทนนะ อย่าลงเดินนะ เดี๋ยวเลือดออก จะเอาอะไรกดกริ่งเลย จะรีบมาทำให้ หูคอยฟังกริ่งห้องน้องตลอด”

“พี่ไม่ให้ผมเดินแบบนี้เหมือนติดคุกเลยผมจะไหวไหม”

“ก็นอนไม่นานนะถ้าเกล็ดเลือดขึ้นก็เดินได้ ช่วงนี้ก็ต้องอดทน เพราะถ้าเลือดออกอันตรายมากจริงๆ นอนอ่านหนังสือก็ได้ นี่ไงหนังสือเต็มเลย”

ฉันหยิบกล่องหนังสือที่มีให้ห้องล้วนเป็นหนังสือธรรมะทั้งสิ้น

“แค่เห็นหน้าปกก็รู้แล้วว่าเนื้อหาเป็นอะไร ผมไม่ชอบอ่าน ถ้าเป็นหนังสือจัดสวนก็จะดี”

“พี่จะพยายามหาให้นะ แต่ไม่รับปากนะ เพราะพี่ไม่เคยซื้ออ่านเลย พี่มีวิทยุเอาไหมแก้เหงา”

เริ่มคุ้นเคย เขาเริ่มยิ้มแย้มไม่หงุดหงิดเหมือนตอนแรก

“เคยคิดไหมว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ป่วยและเจ็บตัวบ่อย”

เขาเคยเล่าว่ามีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ เขาไม่ได้ไปหาเรื่องใคร แต่ก็มักมีเรื่องเสมอ

“ผมว่าเพราะยาบ้า ตอนที่ทำงานลูกพี่ให้กิน กินกันทุกคน ลูกพี่ผมก็เป็นมะเร็งตาย ผมก็กลัวจะเป็นเหมือนเขา”

“ยังไม่ถึงหรอก ยังรักษาได้ แล้วไอ้ที่ต้องเจ็บตัวบ่อยๆล่ะ เหตุเพราะอะไร”

“ไม่รู้ซิ”

ขณะคุยกันมีมดหนึ่งตัวเดิมมาบนที่นอนเขา เขายื่นมือจะบี้มด ฉันปัดมือเขาแล้วชิงเป่ามดออกไปเพื่อรักษาชีวิตมดไว้

“อืมมมมม..มดก็ไม่ฆ่า”

เขาพูดเหน็บแนมฉัน “ไม่ฆ่ามันก็ต้องตายอยู่แล้ว ปล่อยมันเดินเล่นก่อน”

“เดี๋ยวมันเข้าหูผม”

“รักตัวเองจังนะ โดนตืบยังไม่เป็นไร กลัวมดเข้าหู ไปดีกว่า กลัวทำคนไข้โมโห”

เขาไม่รู้สาเหตุที่เขาต้องเจ็บป่วย เขาทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายสัตว์ ผู้ป่วยรายนี้ไม่สนใจเรื่องการทำบุญ ฟังธรรมหรือการภาวนาเลย วิทยุที่ให้ไปก็เปิดฟังเพลงทั้งวัน ฉันจะช่วยเขาอย่างไรดีหนอ เขาจะต้องเจออะไรอีกมากกับการเจ็บป่วยครั้งนี้ ฉันเฝ้าภาวนาว่าอย่าให้เขาต้องทุกข์ทรมานมากเลย

ทุกคนมีจิตเดิมแท้ ทุกคนมีค่าเท่ากัน และสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้นหลังจากให้ยาไประยะหนึ่งไข้ลดลง แต่เกล็ดเลือดของเขาก็ต่ำมาก ทำให้เขามีเลือดออกในปากและตามากขึ้น แพทย์วางแผนการรักษาโดยจะให้เกล็ดเลือด แต่ปัญหาคือขณะนั้นธนาคารเลือดไม่มีเกล็ดเลือดเลย

แม่ของเขาพยายามหาญาติมาบริจาค ยอมลงทุนที่จะเสียงเงินซื้อ แต่ไม่มีใครขายเลือด ต้องรอเลือดบริจาคเท่านั้น ตามพี่น้องมาได้ห้าคนแต่ทุกคนที่มาก็ไม่สามารถบริจาคได้ ทุกคนสิ้นหวังโดยเฉพาะคนไข้

“น้องพี่มีอะไรจะบอกครับ น้องจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้นะ พี่ไปวัดทำบุญรักษาศีล 5ประจำ เวลามีปัญหาอะไรนะพี่จะมีคนช่วยตลอดเลย พี่ว่าเพราะผลบุญที่พี่ทำนะ ที่นี่สามารถนิมนต์พระมารับสังฆทานได้นะ พระท่านเป็นพระอาจารย์พี่เองแหละ ท่านจะมาสอนพวกหมอ พยาบาลทุกวันพฤหัสเย็นๆ ท่านก็มาแล้วสนใจไหม”

“ผมไม่เคยทำ” โอ้พระพุทธเจ้าไม่เคยทำบุญ……….

ฉันไม่รอช้าเพราะที่หอผู้ป่วยมีการจัดเตรียมชุดสังฆทานไว้บริการผู้ป่วยอยู่แล้ว ฉันเลือกชุดที่ใหญ่ที่สุดเตรียมให้เขา พร้อมกระดาษและปากกาหนึ่งชุด

“น้องครับนี้ชุดสังฆทานพี่ให้เธอพี่อยากทำบุญกับเธอ OK ไหม เธอจะทำบุญเท่าไหร่ก็ได้ แล้วนี่กระดาษปากกา เขียนขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรหรือใครก็ได้ที่รู้สึกว่าทำผิดต่อเขา แล้วถวายพระอาจารย์ไปเลยให้ท่านพาความทุกข์ไปดีไหม”

ผู้ป่วยมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย คงเป็นการถวายสังฆทานครั้งแรกของเขาจริงๆ แม่ของผู้ป่วยไปซื้อซองจดหมายและใส่เงินจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้ป่วยก็ตั้งใจเขียนขออโหสิกรรม ส่วนฉันเมื่อจัดการเรื่องถวายสังฆทานเสร็จก็มาติดต่อเรื่องเกล็ดเลือดเขาอีกครั้ง

เหมือนปาฏิหาริย์มีผู้มาบริจาคเลือดไว้และมีเกล็ดเลือดสำหรับเขาแล้ว ฉันจึงดำเนินการขอเกล็ดเลือดมาให้เขา

“นี่ๆๆ น้องมีเกล็ดเลือดแล้วนะอีกสองชั่วโมงก็ใช้ได้ นี่เพราะผลบุญแท้ๆ แค่คิดจะทำบุญถวายสังฆทาน ก็มีคนบริจาคเกล็ดเลือดให้ทำบุญได้ผลเร็วทันตา”

เมื่อถึงเวลาถวายสังฆทานผู้ป่วยก็ตื่นเต้นมาก พระอาจารย์เมตตาสอนและให้ข้อคิดแก่เขา เขาตั้งใจถวายมาก ความศรัทธา เกิดขึ้นแล้ว….

หลังจากวันนั้น เขาจะให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดีและคงไม่ยากถ้าฉันจะชวนเขาทำบุญกุศล ฉันคิดว่าอย่างน้อยผู้ป่วยรายนี้ก็ได้ทำกุศล ได้คลี่คลายเรื่องค้างคาใจ ได้ขออโหสิกรรม (จดหมายที่เขาเขียนถวายพระอาจารย์) และได้เปิดเส้นทางบุญแล้ว

ถึงจะเป็นครั้งแรกก็ยังดีที่เริ่มออกเดิน……………

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-22 22:06:20


ความเห็นที่ 40 (3205110)

คุณจิตใส คุณหมอ คุณพยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่ใจดีทุกคนค่ะ

จากประสบการณ์ที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลบ่อยๆ

ดีใจเหลือเกินที่โรงพยาบาลพุทธชินราช มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เห็นใจดูแลผู้ป่วยได้มากเช่นนี้ โดยเฉพาะพยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้ OPD เกือบทุกแผนกดูแลผู้ป่วยด้วยใจจริงๆ

อยากให้เผื่อแผ่ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยนี้ ไปที่แผนกเภสัชกรรมด้วยค่ะ เพราะไปทีไรแผนกนี้หน้าตาบึ้งตึงที่สุดในโรงพยาบาลเลยค่ะ (อย่าหาว่ามาฟ้องเลยนะคะ)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น แอบมา วันที่ตอบ 2010-07-23 14:12:53


ความเห็นที่ 41 (3205129)

หุๆๆๆ    คุณห้องยาช่วยสนับสนุนในทุกๆ กิจกรรมชองชมรมเช่นถักหมวก ทำดอกบัว ทำสวยมากๆ แต่คงเพราะต้องแข่งกับเวลาเพราะคนไข้เยอะเลยหน้าบึ้งไปบ้าง  ให้อภัยกันนะคะ

และระบบยา รพ.เราก็พัฒนาไปได้สวย เขามีกิจกรรมดีๆ มาก เขาช่วยรัฐประหยัด ลดต้นทุนได้เยอะ ทำระบบจ่ายยาแบบ Unit dose แบบจ่ายยาวันต่อวัน นับเม็ดยากันเลย ถ้าพยาบาลจ่ายยาผิด จ่ายยาเกินก็สามารถตรวจสอบกันได้ทันที่ ถือว่างานหนักกว่าหลายโรงพยาบาล  (วันๆ ก็นับแต่เม็ดยา) ห้ามหาย ห้ามขาด ห้ามเกิน ช่วยให้คนไข้ปลอดภัยค้า

อีกอย่างเขาต้องรับแรงปะทะเยอะ เพราะคนไข้ รอมากนานกว่าจะมาถึงเขา ทุกคนรีบหมด

รอหมอ

รอผลเลือด

รอบัตรนัด

รอมานานความอดทนเลยหมดที่ห้องยา ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะหน้าบึ้งบ้างค่ะ

ปล.ไม่ได้แก้ตัวแทนนะคะ มองแบบใจเป็นกลางจริงๆ เพราะที่รู้จักส่วนตัวน่ารักมาก และใจดีกันทุกคน  โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มงานใจบุญมากกกกกก

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-23 16:00:36


ความเห็นที่ 42 (3205770)

สาธุค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น แอบมา วันที่ตอบ 2010-07-28 12:57:14


ความเห็นที่ 43 (3205848)

 อ่านแล้วทำให้ได้ความรู้เพื่อการปฏิบัติงานมากมายเลยค่ะพี่จิตใส อนุโมธนาบุญกับพี่ด้วยนะค่ะ แล้วหนูจะเข้ามาติดตามเรื่อยๆเลยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น น้อง รพ สมเด็จพระยุพราชนครไทย วันที่ตอบ 2010-07-28 17:17:13


ความเห็นที่ 44 (3206295)


กำแพงกั้นบุญ
โดย...จิตใส

           ทุกคนที่เรียนพยาบาลเราจะได้รับการสอนมาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพยาบาลและคนไข้ต้องเป็นแบบมืออาชีพ (สัมพันธ์ในหน้าที่เฉพาะในงาน ติดต่อกันเฉพาะเรื่องคนไข้ และที่หอผู้ป่วยเท่านั้น)  ถ้าให้ความสัมพันธ์กับคนไข้แบบสังคม คือเกินผู้ป่วยและพยาบาล อาจเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ อาทิเช่น ญาติโทรรบกวนตลอดเวลาหรือความสัมพันธ์อาจเกินเลยในทำนองชู้สาว 

พวกเราจึงสร้างกำแพงไว้ระหว่างความสัมพันธ์  แต่การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น พยาบาลและผู้ป่วยและญาติ ต้องมีใจเป็นหนึ่งเดียว

ผู้ป่วยจะต้องการการดูแลมากกว่าคนไข้ธรรมดาทั่วไป บ้างรายต้องการความช่วยเหลือที่บ้านและเราก็อาจต้องไปเยี่ยมบ้าน


ถึงโรงพยาบาลจะมีหน่วยอนามัยชุมชนและระบบส่งต่อก็อาจช้าไป การที่จะข้ามกำแพงนี้เป็นเรื่องยาก ต้องเสี่ยง และมั่นใจว่าเราจะหนักแน่นพอมาช่วยกันพังกำแพง ของคำว่าความสัมพันธ์แบบมืออาชีพกันเถอะคะ

       ผู้ป่วยหญิงอายุ 60 ปีป่วยด้วยโรคมะเร็งรักษาตัวอยู่ได้ระยะหนึ่ง แล้วมะเร็งก็ลุกลามไปสมองทำให้เธอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องใส่สายให้อาหารทางจมูก

แพทย์เจ้าของไข้และญาติผู้ดูแลลงความเห็นกันว่า จะดูแลแบบประคับประคอง  ทีมพยาบาลช่วยกันสอนวิธีดูแลผู้ป่วยที่บ้านจนมั่นใจว่าญาติสามารถทำได้

ในขณะที่สอนเรื่องการดูแล เราต้องช่วยญาติออกแบบที่อยู่เพื่อให้เกิดอุปสรรคในการดูแลน้อยที่สุด
การพูดคุยครั้งนั้นทำให้ทราบว่าบ้านที่ผู้ป่วยจะกลับไปอาศัยอยู่นั้นไม่ไกลจากบ้านของฉันนัก ความคิดแรกดีจังเดี๋ยวเราจะไปเยี่ยมคนไข้.......

ไม่ได้ เราถูกสอนไว้ เราต้องไม่ให้ความสัมพันธ์เกินมืออาชีพ ยิ่งบ้านอยู่ใกล้กันด้วยถ้ามีปัญหาคงตามเราตลอด ปรุงแต่งตามความไม่รู้ ตามกิเลส แพ้ความเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว 

วันเวลาผ่านไป ญาติสามารถดูแลผู้ป่วยได้หมดแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ก่อนกลับฉันถามเขาเรื่องสายยางให้อาหารว่า ถ้าครบเวลาหรือสายหลุดจะเปลี่ยนที่ไหน ญาติให้คำตอบว่าจะพาคนไข้ใส่รถมาที่ห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล...........คนไข้และญาติไม่มีทางเลือก แล้วฉันเล่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

 ฉันนึกถึงคำสองของพระอาจารย์ “เราต้องฝึกเมตตา เมตตาแบบไม่มีประมาณ คนทุกคนเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทุกข์ ทุกคนเคยเป็นญาติและเกี่ยวกันมาไม่รู้กี่ภพ กี่ชาติ”แล้วเหตุใดฉันจะละเลย

เป็นไงเป็นกันฉันเลยอาสาจะไปดูแลคุณยายที่บ้าน ถ้ามีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนสายยางให้อาหาร
ถ้าครบกำหนดเปลี่ยนหรือสายหลุดก่อนเวลา ฉันให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือส่วนตัวไป โดยทำข้อตกลงว่า ถ้าฉันไม่สามารถไปได้ก็ต้องพาคุณยายมาโรงพยาบาล และที่ฉันจะไปดูแลนั้นฉันไปด้วยจิตอาสาไม่คิดค่าบริการขณะนั้นฉันมีความสุขและญาติก็มีความสุข

     หลังจากนั้นฉันก็เฝ้ารอโทรศัพท์จากญาติ แอบคิดบ่อยครั้งว่า เขาจะต้องโทรมากวนหรือเรียกใช้จนหมดเวลาความเป็นส่วนตัวเหมือนที่เคยถูกสอนมา......

3 สัปดาห์ผ่านไป ฉันได้รับโทรศัพท์จากญาติผู้ป่วยรายนี้ ว่าคุณยายสับสนเลยดึงสายให้อาหารหลุด
ตั้งแต่ ตี 2 แต่ญาติโทรหาฉันตอน 10.00 น นั่นแสดงว่าคุณยายไม่ได้รับประทานอาหาร 2
มื้อแล้ว

ฉันไม่รอช้า ซึ่งก็ว่างพอดีรีบเดินทางมาเตรียมอุปกรณ์ที่ตึกที่ทำงาน แล้วไปใส่สายให้อาหารทางจมูกให้คุณยาย ฉันไปที่หมายไม่ยากนัก เพราะเมื่อกลับบ้าน ฉันมักจะแอบมองบ้านคนไข้เสมอแต่ไม่กล้าไปเยี่ยมเพราะ “มีกำแพงขวางใจ” อยู่

เมื่อฉันไปถึงบ้านคุณยาย ลูกๆ ของเขาอยู่กันพร้อมหน้า กุลีกุจอช่วยเหลือบริการทุกอย่างและแสดงออกถึงความเกรงใจอย่างมากที่ต้องตามฉัน

ฉันนึกโมโหตัวเอง เพราะอะไรฉันถึงกลัว กลัวว่าญาติจะมารบกวน กลัวความสัมพันธ์จะเกินเลย
ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นโอกาสดีเสียมากกว่า ที่จะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติ ได้สั่งสมบารมี ฉันเสียดายเวลาเหลือเกิน เกือบ10 ปี ที่ฉันคิดแบบนั้นและปิดโอกาสทองของตัวเอง  หลังจากนี้ไปฉันจะไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว

กำแพงคุ้มกันความสัมพันธ์อันนั้นได้พังลงแล้ว ฉันเป็นอิสระแล้ว อีก 2 สัปดาห์ต่อมาฉันก็ได้รับโทรศัพท์
จากลูกคุณยายว่า คุณยายได้จากไปท่ามกลางลูกหลาน จากไปอย่างสงบที่บ้านคุณยายนั่นเอง


ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-07-30 20:36:18


ความเห็นที่ 45 (3206645)

 

ฟังธรรม….การกู้ชีพด้านจิตวิญญาณ
โดย...จิตใส
พระอาจารย์สอนว่าการให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายฟังธรรมเป็นการช่วยเหลือที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการฟังธรรมย่อมมีอานิสงส์ดีเลิศดังนี้

๑.ย่อมได้ฟังในเรื่องที่ไม่ได้ฟังมาก่อน

๒.สิ่งที่ฟังมาแล้วก็ทำให้เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

๓.บรรเทาความสงสัยได้

๔.ทำความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน

๕.ย่อมยังจิตให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น

การฟังธรรมย่อมนำประโยชน์ให้เกิดขึ้นเพราะ ทำให้ผู้ฟังที่ไม่มีศรัทธาให้เป็นผู้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ทำผู้ไม่เป็นพหูสูตให้เป็นพหูสูตขึ้น ทำผู้ที่ไม่มีศีลสมาธิและปัญญาให้เป็นผู้ที่มีศีลสมาธิและปัญญาบริบูรณ์ ผู้ที่ไม่มีฌานให้มีฌานขึ้น ผู้ที่ไม่มีวิปัสสนาปัญญา ให้มีวิปัสสนาปัญญาขึ้น ผู้ที่ไม่มีมรรคผลให้มีมรรคผลขึ้น ผู้ที่ไม่มีวิชชาสาม ให้มีวิชชาสามขึ้น ผู้ที่ไม่มีอภิญญา ให้มีอภิญญาขึ้น คนที่เข้าใจถึงอานิสงส์นี้ก็จะหาช่องทางที่จะฟัง
แต่คนที่ไม่เข้าใจแม้ร่ายกายแข็งแรงดีก็ไม่ต้องการฟังธรรม โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่เพราะการฟังธรรม คือเครื่องมีชั้นเลิศที่จะช่วยคลายทุกข์ให้ผู้ป่วย แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร……ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน………

เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันจึงนำ CD ธรรมที่มีมาเริ่มเปิดฟังขณะนั้นมีเกือบยี่สิบแผ่น เพราะต้องการเข้าใจเนื้อหาก่อนว่า เหมาะสมกับผู้ป่วยรายไหน
แต่ฟังยังไม่ทันจนแผ่นก็หลับไปซะก่อน….ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงธรรม
นึกโมโหตัวเองอยู่ว่าหลับไปได้ไง….ก็หลับเพราะสบายไง….

เพราะใจกายสบาย แบบนี้ก็ได้........ส่วนเสียงธรรมะให้จิตใต้สำนึกฟังเองแล้วกัน
หลังจากนั้นฉันก็ฟังๆๆๆๆๆเหตุที่เริ่มฟังเพราะต้องการช่วยคนไข้ แต่ผลที่ได้ฉันเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น
ฉันได้รวบรวมสื่อไม่ว่าจะเป็นบทสวดมนต์ไทย จีน อินเดีย
เสียงธรรมของทั้งพระสงฆ์และฆราวาส และพบว่าเมื่อเราศึกษาอย่างจริงจัง เราจะมีแหล่งสนับสนุนมากมาย
ทั้งแบบฟรี และไม่ฟรี เพราะฉะนั้นเรื่องสื่อธรรมไม่มีปัญหา และยังได้เจออีกว่ามีหลายงานวิจัยที่ศึกษาเรื่อง
ดนตรีบำบัดจึงนำมาประยุกต์ใช้กับการฟังธรรมของผู้ป่วย สรุปจากการวิจัยบวกกับประสบการณ์ได้ว่า

เมื่อต้องการช่วยให้ผู้ป่วยฟังธรรมเราควรเริ่มโดยอธิบายวัตถุประสงค์ และอานิสงส์ของการฟังธรรม
หรือดนตรีบรรเลง บอกระยะเวลาในการฟัง โดยปกติมักฟังครั้งละ 20-30 นาที หรือตามความต้องการของผู้ป่วย แนะนำให้ผู้ป่วยถอดแว่นหรือ Contact lenses เพราะฟังแล้วสบายอาจหลับเดี๋ยวแว่นหัก Contact
lenses แห้ง บอกให้ผู้ป่วยนั่ง หรือนอนในท่าสบาย อาจเอาหมอนเล็กๆรองเข่า เพื่อลดการปวดหลัง และมีผ้าห่มให้ถ้ารู้สึกหนาว อุณหภูมิที่เหมาะสม 22 องศาเซลเซียส เจ้าหน้าที่ควรเรียนรู้วิธีการใช้เสียงพูดที่นุ่มนวล
ราบเรียบไม่ดังมากจะช่วยให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการฟังมากขั้น แนะนำให้ผู้ป่วยหลับตา
สงบนิ่ง ปล่อยร่างกายทุกส่วนให้ผ่อนคลาย ไม่เกร็ง
ให้เกิดความรู้สึกคลายตัวของกล้ามเนื้อตั้งแต่เท้าจนถึงใบหน้า
เฝ้าดูลมหายใจเข้าออกอย่างสงบ เปิดระดับเสียงให้เหมาะสม 45-50 เดซิเบล เท่ากับความดังของเสียงฝนตกระดับกลางๆ ถ้าเป็นเพลงบรรเลงไม่ควรมีเนื้อร้อง เน้นมีเสียงธรรมชาติเช่นเสียงนกร้อง น้ำตกจังหวะ มั่นคง สม่ำเสมอ ขนาดช้าถึงปานกลาง ประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที ทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่น
สอดคล้องประเภทของดนตรีที่นิยม พิณ เปียโน กีตาร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า Pop Classic ลาวดวงเดือน ลาวเจริญศรี เขมรไทรโยก ลมหวน
คำหวาน ในฝัน นิพาน เพลงบรรเลงชุด Green music ของอ.จำรัส (เพลงนิพพาน)

ข้อห้ามผู้ป่วยลมชัก หรือมีอาการทางสมองไม่ควรใช้แบบหูฟัง เพราะอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้  ทำติดต่อกันทุกวัน และเพื่อความสะดวก จึงคิดทำรถธรรมโมบายขึ้น
ถ้าเป็นพยาบาลทำงานในหอผู้ป่วยจะทราบดีว่าเครื่องมือสำคัญที่เราจะทำงานคือ รถเข็น
เราจะมีรถฉีดยา รถตามแพทย์ตรวจ รถใส่อุปกรณ์ต่างเพื่อให้การพยาบาล รถกู้ชีพ
ก็เลยไม่แปลกที่เราจะมีรถธรรมโมบาย เพื่อกู้ชีพด้านจิตวิญญาณ คือการนำรถที่เราใช้ทำงานมาจัดให้เป็นรถธรรมเคลื่อนที่
ในรถมีวิทยุ  เครื่อง MP3 MP4 CDธรรมะ CDเพลง
หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ รูปพระ ดอกไม้นำใจ ใบนำกล่าวขออโหสิกรรม อื่นๆ ตามสมควร
รถสามารถเข็นเข้าไปข้างเตียงผู้ป่วยได้อย่างสะดวก  สื่อต่างๆ ก็ไม่หาย
เวลาไหนไม่มีผู้ป่วยฟังก็เปิดให้เจ้าหน้าที่ฟังได้ประโยชน์สองต่อ เปิดทุกวัน
น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน 
เปิดธรรมทุกวันย่อมซึมเข้าใจได้เป็นธรรมดา…… ช่วงแรกๆคนก็มองแปลกๆ รถอะไรมีคำถามมากมายก็อธิบายไป.... ผ่านมาสามปีตอนนี้รถธรรมะคันนั้นไฉไลกว่าเดิม มีคนรับอาสาเข้ามาดูแลแทน มีผ้าลูกไม้คลุมอย่างสวยงาม เมื่อมีคนไข้ต้องการฟังธรรมก็จะมีผู้มาเข็นไปให้ผู้ป่วยตลอด และญาติผู้ป่วยที่เห็นประโยชน์ ก็บริจาคสื่อ และ MP4 ให้ ถ้าท่านใดเห็นประโยชน์ที่จะช่วยคนไข้ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-02 19:28:45


ความเห็นที่ 46 (3206646)

 

 สาธุๆ  ชอบรถธรรมโมบายล์มากเลยค่ะ กิ๊วกิ๊ว  ไอเดียเริ่ดมากค่า

ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-08-02 19:34:01


ความเห็นที่ 47 (3207084)

ชอบฟังคุณจิตใสเล่าประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย end of life แล้วลองทำตามแนวของพี่เขาดูตอนนี้รู้สึกเป็นสุขใจมากๆค่ะ การจากไปของหนึ่งชีวิตที่ได้ปลดปล่อยเรื่องค้างคาใจของญาติและผู้ป่วย  และอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบและบรรยากาศธรรมะหนึ่งความเศร้าใจของการจากไปก็ยังก่อให้เกิดความอิ่มเอมใจของเจ้าหน้าที่ ที่ได้ส่งชีวิต 1 ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีของการเกิดมาเพียง 1 ครั้ง

ขอบคุณคุณจิตใสมากๆเลยค่ะ ที่ได้แนะแนวทางพยาบาลน้องใหม่คนนึงให้รู้สึกว่าตนเองมีค่าที่จะให้ความสุขแก่ผู้ป่วยและญาติได้มากกว่าวิชาที่เรียนมาค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น น้องใหม่ หัดขับ วันที่ตอบ 2010-08-05 00:31:32


ความเห็นที่ 48 (3207158)

อนุโมทนาบุญด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น หอยทาก วันที่ตอบ 2010-08-05 13:29:54


ความเห็นที่ 49 (3207261)

บุญทันตา(ภาคต่อ)       

โดย..จิตใส

โรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งให้ผู้ป่วยได้ร่วมทำบุญเป็นประจำในวันสำคัญ

วันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมาก็เป็นเหมือนทุกครั้ง ถ้าโอกาสอำนวยฉันจะร่วมกิจกรรมนี้เสมอ

แต่ละตึกจะมีพระเดินมาบิณทบาตถึงเตียงผู้ป่วยสายละเก้ารูป

ครั้งนี้สำหรับฉันพิเศษกว่าทุกครั้งเพราะฉันได้เตรียมของสำหรับตักบาตรเพิ่มอีกเก้าชุดเพราะฉันต้องการนำไปให้ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ห้องแยกโรคที่ไม่เคยทำบุญ เขาพึ่งเคยถวายสังฆทานกับพระอาจารย์เป็นครั้งแรกครั้งนี้ไม่ควรพลาดเขาจะได้มีเครื่องระลึกถึงภาพการทำบุญภาพที่อาจจะช่วยเข้าในวาระสุดท้าย

ฉันโทรศัพท์ให้น้องที่อยู่เวรแจ้งเรื่องการทำบุญเพื่อเป็นแรงเสริมอีกหนึ่งแรง ฉันรีบไปทำงานแต่เช้า วันนั้นมีงานพิเศษด้วยเพราะต้องต้อนรับคณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลอื่นที่มาดูงานของชมรมจริยธรรม

ฉันถือของที่เตรียมเข้าไปให้...เกินคาดผู้ป่วยและญาติได้เตรียมของตักบาตรไว้แล้ว จัดชุดอย่างสวยงาม

สวัสดีครับวันนี้หน้าตาสดชื่นนะฉันร้องทักเขาตั้งแต่เปิดประตู

ครับเมื่อคืนพยาบาลมาบอกจะมีตักบาตร แม่ไปชื้อของมาให้ พี่ผมเดินไม่ไหวจะตักบาตรได้ไงเขามีสีหน้ากังวล

ไม่ต้องกังวลพระท่านมารับถึงเตียงเลย นั่งที่เตียงนี่แหละ พี่เตรียมของมาเผื่อเธอด้วยนะ ฝากทำบุญด้วยนะ..ได้ไหม  พอดีมีคนมาดูงานต้องไปต้อนรับเขา ไม่ได้ตักบาตรเลย เธอตั้งใจถวายดีๆนะทำแทนพี่ด้วย

ครับ” 

วันนี้เขาดูหน้าตาสดชื่น อาบน้ำปะแป้งแต่เช้า คงดีใจที่จะได้ทำบุญ เพราะคราวที่แล้วทำบุญก็ได้เกล็ดเลือด ครั้งนี้ก็คงจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น (ความเป็นจริงไม่ควรหวัง แต่จิตคิดเองก็คงไม่เป็นไร)

อาการเขาดีขึ้นตามลำดับ อีกสองวันต่อมาหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ วันที่เขาจะกลับบ้านฉันอยู่เวรเช้า……

ฉันได้รับโทรศัพท์จากที่วัดว่าจะมารับหนังสือสวดมนต์ที่พระอาจารย์ได้มาจากกรุงเทพและฝากรถของโรงพยาบาลมา ซึ่งมีจำนวนหลายเล่ม

ฉันปรึกษาคนงานเรื่องการขน เรื่องหารถเข็น……

แม่ผู้ป่วยเปิดประตูห้องออกมาแล้วถามว่า

"หมอมีหนังสือสวดมนต์หลายเล่มหรือแม่ขอสักเล่มได้ไหม"

"เอาไปให้ใครหลายๆ เล่มก็ได้  เอาตอนนี้เลยก็ได้นะคะ" ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น

"ฉันกับลูกจะสวดมนต์เขาให้มาขอหมอ…."

โอ้พระพุทธเจ้าจากคนไม่เคยทำบุญ จากคนที่เราต้องเข้าหา

ในที่สุดเขาก็เปิดใจที่จะอยู่ในทางบุญทางกุศลแล้วปลื้มจังเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-06 07:31:13


ความเห็นที่ 50 (3207345)

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พรพิมล วันที่ตอบ 2010-08-06 13:29:47


ความเห็นที่ 51 (3208441)

 

เปลี่ยน WARDให้เป็นวัด (กิจกรรมสร้างบรรยากาศให้เป็นกุศล)
     พระอาจารย์จะสั่งสอนเสมอว่าให้ยกวัดมาไว้ที่บ้าน ความหมายของท่านคือไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ เมื่อมาทบทวนกิจวัตรประจำวันของพยาบาลแล้วเวลาส่วนใหญ่ เราจะอยู่ที่ทำงาน ขึ้นเวรลงเวรนอกจากเราจะได้ทำบุญกับคนไข้แล้วถ้าเราสามารถเปลี่ยน WARD ให้เป็นวัด (วัดจริงๆ) คงดีไม่น้อยเพราะได้ประโยชน์หลายต่อ เจ้าหน้าที่ได้ทำบุญ ผู้ป่วยได้ทำบุญ เพราะเราทราบดีว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการให้ การให้และเรื่องเมตตา ต้องทำบ่อยๆทำจนเคยชิน จิตใจจะอ่อนโยนลง ให้ในหน้าที่แล้วต้องให้นอกเหนืองานประจำฝึกให้จนเป็นนิสัย ได้งานด้วยได้บำเพ็ญบารมีไปด้วยคงดีไม่น้อย หอผู้ป่วยอิ่มบุญจึงถือกำเนิดขึ้น  
      เมื่อสองปีที่แล้วชมรมจริยธรรมได้มีกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี ที่จึงเป็นโอกาสดี ฉันขออนุญาตหัวหน้าหอตั้งกระถางผ้าป่า ได้รับอนุญาตแต่ได้กำชับว่าให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาดและหาสถานที่ที่เหมาะสม
ภารกิจแรกของการเปลี่ยน WARD ให้เป็นวัดจึงเกิดขึ้น
“ บ้านใครมีไม้ไผ่บ่าง พี่จะทำไม้ติ้ว”ฉันหาแนวร่วม
“พี่ทำเป็นหรอ มันยากนะ” รุ่นน้องเป็นห่วง
“ยากตอนตัดไม้ไผ่ ตอนพันก้านให้สวยไม่ยากเคยช่วยแม่ชีทำ แต่ไม่ทำเองหรอจะเอาไปให้พ่อกับแม่ทำ คนแก่ที่บ้านจะได้บุญด้วย เย้ๆๆ”
“บ้านหนูมีค่ะพี่ใช้เยอะเปล่า หนูบอกพ่อตัดให้ พ่อหนูจะได้บุญด้วย เย้ๆๆๆ” รุ่นน้องขันอาสา ล้อเลียนเราด้วย
“สองปล้อง ถ้าจะให้ดีผ่ามาให้ด้วยนะ”
“แล้วถุงน้ำยาปรับผ้านุ่มหละใครมี จะใช้ทำดอกไม้ตรงปลาย สีสวยด้วย”
“บ้านหนูมี ใช้เยอะไหมแล้วจะให้แม่ล้างมาให้คะ” ได้แนวร่วมคนที่สอง กระถังไปขอพระอาจารย์ที่วัด ฟางที่ใช้เสียบไม้ชื้อร้านขายสังฆภัณฑ์ต้นละสี่สิบบาท ไม่นานกระถางผ้าป่าต้นแรกก็เกิดขึ้น หลายคนช่วยกันหาที่ตั้ง สรุปได้ว่าเราจะตั้งที่หลังตู้ขายขอซึ่งเป็นตู้เหล็ก ระดับความสูงกำลังดี อยู่ใกล้ เคาร์เตอร์พยาบาล(เฝ้าเงินได้) คนไข้ก็มองเห็น เพื่อให้กระถางสะอาดและสวยงามสมกับหัวหน้าไว้ใจต้องหาคนดูแล
“หนูจ๋า พี่จะยกบุญใหญ่ให้นะ สร้างโบสถ์บุญใหญ่นะ คอยดูแลเช็ดทำความสะอาดถ้ามีคนปักเงินแล้วไม่เป็นแนวเดียวกัน หนูก็ปักใหม่นะแล้วถ้าวันไหนมีเงินเยอะหนูเก็บไว้ มีเยอะเกินล่อตาล่อใจขโมย เราต้องลดความเสี่ยง ช่วยพี่หน่อยเผื่อพี่ไม่อยู่”ฉันมอบให้น้องจบใหม่ล่าสุดดูแล น้องรับงานและเฝ้าต้นผ้าป่าอย่างดี แถมด้วยการบอกบุญคนไข้ที่ ward ด้วยและถ้า มีคนไข้ต้องการจะปักเงินที่ต้นผ้าป่าเองน้องก็จะมีบริการยกกระถังใส่รถเข็นไปบริการถึงเตียง อิ่มบุญมีสุขกันทั่วหน้า…. กระถังนั้นยังอยู่ที่เดิมแต่บุญเราเพิ่มขึ้นทุกวัน งานแรกกฐินสร้างโบสถ์วัดวังหิน งานที่สองผ้าป่าโรงทาน งานที่สามเพื่อผู้ยากไร้สถานสงเคราะห์วังทอง งานที่สี่เทศน์มหาชาติ(งานนี้หัวหน้าจัดนะคะ) และคงมีตลอดไป เพราะวันหนึ่งชมรมมีงานเลยมายืมกระถางนี้ไปใช้ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันดูโล่งๆ พี่เอากระถางผ้าป่ากลับมาเถอะ หนูคิดถึง……………..สำเร็จเย้ๆๆๆ 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-14 07:11:51


ความเห็นที่ 52 (3208610)

โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย  (กิจกรรมสร้างบุญในWARD)

     ทุกครั้งที่ได้เดินทางและต้องพัก โรงแรง  โดยความงก และชอบสะสม จึงขนของใช้ในโรงแรม พวกแชมพู ครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน แปลงสีฟัน หวี หมวกคลุมผม  มาสะสมไว้ เพราะขวดสวย แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะ  เก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึกเหมือนเป็นบันทึกการเดินทาง (จนเต็มตู้)   เมื่อหยิบมาดูก็จะนึกถึงที่ที่เราเคยไป ไปเที่ยวกับใคร จังหวัดไหนประเทศไหนนึกถึงอดีตก็มีความสุขหลงไปทั้งวัน เพระอาจารย์สอนว่าเราควรละ การละก็ต้องฝึก ฝึกละทีละน้อยจนสักวันก็คงหมด    เมื่อปฏิบัติธรรมนานขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตคืออาการงกเริ่มเบาบางลง การสะสมของต่างๆก็หยุด ถือเป็นเรื่องรุงรังของชีวิต   มองเห็นของสะสมของตัวเองแล้วเศร้าใจแต่จะทิ้งก็ไม่เกิดประโยชน์ เลยนึกถึงคนไข้ มีคนไข้หลายคนเจ็บป่วยฉุกเฉินญาติเตรียมตัวไม่ทัน คนไข้เลยไม่มีของใช้ส่วนตัว และที่ WARD เราไม่ได้ให้ญาติเฝ้า เมื่อถึงเวลาต้องอาบน้ำให้คนไข้ หรือของใช้คนไข้หมด น้องๆที่ก็จะขอยืมคนไข้เตียงข้างๆ มาใช้ (ความลับนะ)เราล้อกันว่าเป็นสบู่ยี่ห่อ “ลัก” ย่อมาจากลักขโมย ไม่ดีไม่ดี…..เราเข้าใจเรื่องศีล น่ากลัวถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อันตราย เพื่อฝึกการละเรื่องของสะสม มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและไม่ต้องผิดศีลในบางเวลา “โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย”ภารกิจที่สองของหอผู้ป่วยอิ่มบุญจึงเกิดขึ้น

 “พี่ๆของใช้ที่โรงแรมแจกพี่ใช้ไหม หนูขอหนูจะเอาไปให้คนไข้” จำไม่ได้แล้วว่าไปพักโรงแรมไหน

“ได้เลย เดี๋ยวพี่เก็บให้”

กลับจากการประชุมครั้งนั้นฉันได้ของใช้มาหลายชิ้น รวมกับของเก่าที่สะสมไว้มากพอที่จะเปิดตัวโครงการได้อย่างสวยงาม

“เด็กๆ จ๋า ต่อไปนี้ไม่ต้องใช้สบู่ยี่ห้อ ลัก อีกแล้วนะ เราได้ของบริจาคมาเยอะ เป็นของใช้จากโรงแรม เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เอามาให้คนไข้ดีกว่า มีหลายอย่างเลย ไหนใครช่วยคิดหน่อยจะจัดว่างอย่างไงดี ให้น่าหยิบใช้”

“ดีจังเลยหนูก็สะสมไว้เยอะ เดี๋ยวเอามาสมทบด้วย”

“ดีๆๆๆหนูเบื่อสบู่ยี่ห่อลักเต็มที เอาให้เขาเลยใช่ไหมคะ”

“ใช่ให้เขาเลยคนไข้ที่เตรียมมาไม่ทัน เราก็ต้องอาบน้ำใช่เปล่า ถ้าญาติมาก็ให้เขาเตรียมของเขาเหมือนที่เราแนะนำปกติแหละ”ปกติถ้าญาติมาเราจะแนะนำให้เขาเตรียมของใช้ประจำตัวให้ผู้ป่วย แล้ววางไว้ประจำที่ตู้หัวเตียง

“หนูไม่ได้ไปโรงแรมแล้วหนูจะร่วมบุญได้ไง” น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้สงสัย

“ช่วยหยิบไปใช้แล้วตั้งใจทำให้คนไข้สบายก็จะทำให้คนที่เขาเอามาบริจาคได้บุญด้วย แล้วถ้ามีโอกาสไปโรงแรมค่อยเอามา มันต้องได้ไปมั่งแหละตัวเอง อีกอย่างช่วยดูแลปัดกวาดเช็ดถูจัดให้สวยงามน่าหยิบใช้ ก็ได้บุญแล้ว”

“จริงด้วย”

“ใส่ตะกร้าดีไหมพี่ “

“หนูทำป้ายแปะให้ ให้เขียนว่าอะไรนะ”

“โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วยยากไร้ ดีมะ”  ฉันเสนอ

“พี่หนูว่าโรงแรมหรูสู่ผู้ป่วยก็พอ เพราะบางคนไม่ยากไร้ แต่ไม่ได้ตั้งใจป่วยเฉยๆ”

“เออจริง OK ตกลง โรงแรมหรูสู่ผู้ป่วย” พี่น้องช่วยกัน

     เรามีตะกร้าเล็ก ๆบรรจุของใช้จากโรงแรมเพื่อผู้ป่วยวางคู่กับกระถังผ้าป่า

 ต่อมาตะกร้าได้พัฒนามาเป็นกล่องใส่มีฝาปิดสวยงาม ของใช้วนเวียนมีมาไม่ขาดมีคุณหมอหลายคนผ่านมาเห็นก็เอาของมาบริจาคด้วย บางเวลาเป็นของที่ไม่ได้มาจากโรงแรมแต่เป็นของที่ซื้อมากร้านทั่วไป นั่นแสดงว่ามีคนซื้อมาบริจาค และอีกไม่กี่เดือนต่อมาโรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมพาเจ้าหน้าที่ทุกระดับไปดูงาน น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ก็ได้ไปพักโรงแรงและเก็บของใช้มาบริจาคด้วย มีความสุขกันใหญ่…..อิ่มบุญสาธุ

    

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-16 07:38:18


ความเห็นที่ 53 (3208692)

 

 

     สาธุๆ  จิตใสนี่ไอเดียบรรเจิดจริงๆ อนุโมทนาบุญด้วยจ้า

ผู้แสดงความคิดเห็น try again วันที่ตอบ 2010-08-16 12:36:40


ความเห็นที่ 54 (3209434)

 อนุโมทนาสาธุ ในกุศลจิต ของคุณจิตใส กับทุกๆท่านด้วยค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น Master Peace วันที่ตอบ 2010-08-19 13:33:17


ความเห็นที่ 55 (3209587)

 

ระยะสุดท้ายแบบเด็กๆ
 
      ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย เนื่องจากได้เข้าอบรมการพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคองอาจารย์ให้เราดูแลเด็กหนึ่งคนเป็นเวลา สองสัปดาห์ ก่อนฝึกจริงอาจารย์จะสอนทฤษฏี เด็กเล็กมักไม่สนใจเกี่ยวกับความตาย แต่จะสนใจเกี่ยวกับการเล่นกับเพื่อน และ ผู้ปกครองที่เขารักมากกว่า ส่วนเด็กโตวัยรุ่นจะสามารถเข้าใจอะไรได้ดี เด็กๆทุกคนมีความฝันเช่นฝันที่จะไปเที่ยว อยากทานอาหารดีๆ หรืออยากได้บางอย่าง ความต้องการของเด็กนั้นบางทีง่ายแต่มีความหมายทางจิตวิญญาณ…อาจารย์ไกด์ว่าให้เราตามหาความฝันและเติมความฝันให้เด็ก เฮ้อ….เคยดูแลแต่คนแก่ไม่เคยดูเด็ก ลูก ก็ไม่มี…..เป็นไงเป็นกันสู้ๆๆ
    
     อาจารย์มอบหมายให้ฉันดูแลเด็กชาย อายุ สิบสองปีเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฉันศึกษาประวัติจากเวชระเบียนแล้วอึ้ง น้องเป็นเด็กชาวกระเหรี่ยง(ปะกากะญอ) พูดไทยได้นิดหน่อย และเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภก์…
    
         แรกพบน้องอยู่ในห้องแยกโรค ในห้องนั้นมีผู้ป่วยเด็กอยู่ด้วยกันสามคน
สองคนมีแม่เฝ้า ส่วนน้องที่ฉันดูแลไม่มีใครเฝ้า เตียงน้องอยู่ติดหน้าต่าง
สภาพที่เห็นคือเด็กผู้ชายผิวขาว มีก้อนนูนมีคางด้านซ้ายก้อนโตมากจนทำให้น้องหน้าผิดรูป ปากปิดไม่สนิท ข้อมือขวาให้เกลืออยู่ ดูโดยรวมน่ารักดี ยกเว้นไอ้ก้อนนั้น มองที่ไรเศร้าใจทุกที 
 
วันแรกฉันเข้าไปทักทาย ดูแลเรื่องทางกายทั่วไป วันนี้เป็นวันที่ให้น้ำเกลือเพื่อตรียมจะรับยาเคมีบำบัดในวันต่อมา ฉันดูแลเช็ดตัว ป้อนข้าว และให้การพยาบาลตามสมควร ที่สำคัญคือเรื่องการสร้างความไว้วางใจ  
 
สามวันแรกก็เน้นการพยาบาลด้านกาย เพราะอยู่ในระยะให้เคมีบำบัด แต่ก็ผ่านไปด้วยดีไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างให้ เหลือแต่เฝ้าระวังอาการแทรซ้อน หลังรับยา เช่นเรื่องติดเชื้อต่อ 
 
ฉันหนักใจมากเพราะฉันยังตามหาความฝันน้องไม่เจอเลย พ่อแม่ก็ไม่มีให้ซักถาม พูดไทยก็ไม่ค่อยได้ ฉันเลยไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าจะซื้อของเล่นให้เลยเพราะเป็นเด็กผู้ชายความฝันก็น่าจะเป็นของเล่นเช่นรถบังคับ เขาก็น่าจะมีความสุขแล้ว อาจารย์ไม่ยอมให้ฉันพยายามต่อ และแล้ว……สิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น…
 
       หนูอยากกินอะไรไหม….(ทุกครั้งที่ฉันถามจะเจอความเงียบไม่ได้คาดหวังจะได้คำตอบ แค่ชวนคุยเท่านั้น) 
 
      ผัดกระเพรา….น้องตอบฟังชัดเจน
 
      ฉันดีใจปนเศร้าใจมาก ดีใจเพราะน้องพูดความต้องการแล้ว เศร้าใจเพราะฉันต้องลำบากมากในการไปซื้อข้าว...ที่นั่นไม่ใช้บ้าน มันเป็นกรุงเทพฯ และฉันเป็นนักศึกษา น้องต้องทานอาหารที่ไม่มีแบคทีเรีย ฉันต้องหาไมโครเวปด้วย
 
        ฉันได้ขอความช่วยเหลือจากพยาบาลประจำหอ จนอาหารมื้อแรกสำเร็จ
 
ต่อมากก็เป็น ข้าวผัด หมูทอด และอื่นๆ ในช่วงบ่ายๆ ของทุกวันก็จะเล่นกิจกรรมกลุ่ม บ่ายวันหนึ่งเราวาดรูป น้องวาดรูปเฮลิคอปเตอร์ เหมือนจริงมากแต่เป็นรูปเล็กๆ น้องบอกว่าเคยเห็นแล้วก็มีรูปรถบนทางด่วนที่มองเห็นนอกหน้าต่าง
 
ฉันเจอแล้วน้องมีความสุขเมื่อวาดรูป ตกเย็นฉันหาอุปกรณ์ เพื่อวาดรูป ที่หาได้คือสมุดวาดเขียนขนาดใหญ่ และสีไม้
 
เมื่อฉันมอบให้เขา เขามีความสุขมากกับการวาดรูป วาดแล้วพยายามเล่าให้ฉันฟัง มีภาพบ้านของเขาด้วย ฉันจัดที่แสดงผลงานเล็กๆให้เขา พยาบาลเจ้าของหอเห็นผลงานก็มาให้คำชม
   
       และวันเกือบสุดท้ายคุณพี่เลี้ยงที่เป็นเจ้าของไข้ (มาจากในพระราชวัง) เห็นผลงานของน้อง ชื่นชอบมาก บอกว่าจะนำไปถวายสมเด็จแม่ โอ้….ว้าว….
 
       ใกล้จะสิ้นสุดการฝึกก็สำคัญเพราะเราต้องลาจากกัน เรานัดจะแลกของที่ระลึกกัน ฉันมอบรถบังคับที่ขออนุญาตอาจารย์ตั้งแต่ครั้งแรก ส่วนน้องวาดรูปภาพเหมือนให้ฉัน
 
     ในนั้น เป็นรูปบ้านเขาที่กาญจนบุรี มีคนในครอบครัวเขา และมีฉันอยู่ด้วย ……แล้วเราก็ลาจากกัน
 
         ปล.เมื่อวานดูข่าวมีรายการเกี่ยวกับคนที่รักนายหลวงมาพูด เด็กน้อยที่ฉันเคยดูแลเมื่อปีที่แล้วได้ออกทีวี มาพูดถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัว เขาพูดได้ชัดและยิ้มสวยขึ้น เพราะก้อนที่หน้าก็ยุบแล้ว แต่ไม่รู้น้องจะอยู่อีกนานไหม...
   
ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-08-20 06:37:19


ความเห็นที่ 56 (3209611)

อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ คุณจิตใส

ตามใจแทบไม่ทัน

ขอเป็นกำลังใจต่อไปนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาตาปี วันที่ตอบ 2010-08-20 09:31:25


ความเห็นที่ 57 (3210656)

ขออนุโมทนากับคุณจิตใส ด้วยค่ะ

อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ ขอให้คุณจิตใสนำเรื่องดีๆมาแบ่งปันกันอีกนะคะ

ขอขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้รอคอย วันที่ตอบ 2010-08-25 10:15:44


ความเห็นที่ 58 (3211948)

อยากได้เมล์ติดต่อกับพยาบาลท่านนี้จังค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เอ (phat26-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-01 13:03:47


ความเห็นที่ 59 (3212051)

เมลไปที่นี่ได้เลย ของคุณจิตใสค่ะ   jitdd@hotmail.co.th

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตเกือบใส วันที่ตอบ 2010-09-02 08:19:08


ความเห็นที่ 60 (3212306)

ขอชื่นชมคุณจิตใสด้วยอีกคนนะคะ  อ่านแล้วรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ ขอให้ทำความดีตลอดไปนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ใจดี วันที่ตอบ 2010-09-03 15:48:49


ความเห็นที่ 61 (3212372)

ทุกข์เพราะใจไม่เป็นกลาง                                                        
 
 
     ผู้หญิงวันรุ่นป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือด
ต่อสู้กับโรคร้ายเป็นเวลาสองปี เคยเฉียดตายมาแล้วหนึ่งครั้ง
สาหัสขนาดที่บ้านยืมของวัดมาเตรียมจัดงานศพแล้ว
เมื่อยังไม่ถึงเวลาอะไรก็เกิดขึ้นได้
อาการเธอดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านและไปโรงเรียนได้ และยังมารับยาเคมีบำบัดเป็นระยะ
ครั้งนี้เธอเข้ามานอนโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการแพ้ยา ผิวหนังอักเสบฟองลอกทั่วตัวเหมือนโดนน้ำร้อนลวก
โดยเฉพาะบริเวณช่องปาก ปากเธอเปื่อย ริมฝีปากบวม ตัวบวมตึง
ผิวหนังปริแตกไม่สามารถใส่เสือผ้าได้ เธอไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้
แพทย์ให้น้ำเกลือผสมวิตามินทางหลอดเลือดดำเพื่อทดแทนอาหาร
ช่วงแรกรักษาตัวที่หอผู้ป่วยสามัญ
แต่ตัวโรคเสี่ยงต่อการติดเชื้อจึงย้ายมานอนรักษาตัวที่ห้องแยกโรคโดยมีพ่อและแม่ตามมาเฝ้าด้วย
ฉันเข้าไปดูแลให้การพยาบาลตามหลักผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ
ซึ่งเธอมีอาการแพ้ยาด้วยยิ่งต้องเน้นเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ ปากเธอเต็มไปด้วยแผล
ลิ้นไก่บวมเป่งกลืนน้ำลายยังไม่ได้ต้องปล่อยให้น้ำลายไหลตลอด
เพื่อจะไม่ให้เธอเจ็บเราจะทายาชาทาเคลือบสายยาง
หยอดน้ำผสมยาชาแล้วค่อยๆดูดน้ำลายให้เธอ เธอมีการติดเชื้อไข้สูงมากยาลดไข้ก็กินไม่ได้ เราจะเช็ดตัวลดไข้ด้วยผ้าก๊อส นึ่งสะอาดชุบน้ำเกลือพยายามทำด้วยความเบามือที่สุดเพราะเรารู้ได้ว่าเธอเจ็บมาก
สอนให้แม่เธอหัดใส่ถุงมือ ใช้ผ้าที่เราส่งนึ่งฆ่าเชื้อ
และใช้เครื่องดูดเสมหะแต่อนุญาตให้ดูภายนอกเท่านั้น ซึ่งเธอและครอบครัวก็พอใจมาก
ส่วนเรื่องการสื่อสาร
จากการเจ็บป่วยครั้งที่แล้วเธอพูดไม่ชัดและเธอมีแผลในปากครั้งนี้ทำให้สื่อสารกันยากมาก
ฉันได้ พิมพ์ข้อความที่จำเป็น เช่น พลิกตัว ลุกนั่ง  ร้อน เย็น ปวดอึ ปวดฉี่ เหนื่อย  ปิดไฟ เปิดไฟ ไว้ให้เธอชี้
และประโยคสุดท้ายคือหายไวๆนะ ทั่งที่ฉันรู้ดีว่ายากที่เธอจะหาย
ทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีพระอาจารย์ คุณหมอ
และน้องพยาบาลที่เคยดูแลกันมาจากหอผู้ป่วยเดิมตามมาดูแลอย่างต่อเนื่อง
น้องได้ฝึกทำสมาธิ และเป็นโชคดีของเธอที่พระอาจารย์จะมาเยี่ยมและสอนทุกวัน  
ฉันไม่ได้เน้นเรื่องการฝึกสติกับเธอนักเพราะว่ามีหลายคนที่ช่วยเธออยู่แล้ว
แต่ฉันจะพยายามดูแลให้ความสุขความสบายแก่เธอให้มากที่สุด เพราะเป็นหน้าที่หลักและสำคัญที่ฉันควรทำขณะนั้น กายที่สบายใจย่อมสบาย
อาการของเธอกำเริบขึ้นเป็นลำดับ เธอไม่สามารถรับประทายยาได้เลย
ขณะนั้นเกร็ดเลือดซึ่งเป็นตัวช่วยให้เลือดแข็งตัวของเธอก็น้อยมาก
ทำให้เธอมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดเพิ่มอีกหนึ่งปัญหา
ก่อนหน้านั้นเธอได้ยาห้ามเลือดแบบรับประทานอยู่ ฉันกังวลมากเพราะฉันรู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญมากถ้าเธอต้องเสียเลือดอีกเวลาของเธอจะสั้นลง
ขณะนั้นแพทย์เฉพาะทางที่เป็นทั้งแพทย์เจ้าของไข้ไม่สามารถมาดูเธอได้
ด้วยความที่เป็นโชคของเธอ
หรือจะเพื่อให้ฉันได้เรียนรู้ถึงความสวยงามของเพื่อร่วมอาชีพจึงทำให้ฉันตัดสินใจ
ปรึกษาปัญหาเรื่องเลือดออกทางช่องคลอดกับแพทย์เฉพาะทางอีกท่านที่บังเอิญผ่านมา

“คุณหมอพี่ รบกวนปรึกษาหน่อยคะ” ฉันประเมินแล้วว่าแพทย์
ท่านนี้พึ่งได้เป็นแพทย์เฉพาะทางโรคเลือดด้วย เคยไปวัดทำบุญด้วยกันหลายครั้ง

“น้องห้องแยกโรค เกล็ดเลือดต่ำมาก แพ้ยามาด้วยคะ เดิมกินยาห้ามเลือดก็ดีอยู่คะตอนนี้กินไม่ได้เริ่มมีเลือดออกทางช่องคลอดแล้ว”
ฉันรายงานผลเลือดและแจ้งปัญหาที่เกิดขณะนั้น

“จริงด้วยพี่ไม่ดีแน่นเลย เดี๋ยวหนูถามเพื่อนหนูก่อน”คุณหมอก็ดีเหลือเกินท่านได้โทรศัพท์ปรึกษาเพื่อที่เป็นหมอสูติกรรม
และได้ทางออกคือน้องต้องใช้ยาคุมกำเนิดแบบแปะเพื่อปรับระดับฮอร์โมน
ซึ่งไม่มีในโรงพยาบาลและอาจารย์แพทย์ท่านนั้นก็รับอาสาไปหาซื้อมาให้เพราะต้องการจะทำบุญ
หมดปัญหาเรื่องเลือดออกก็มีปัญหาใหม่ตามมา เธอหอบเหนื่อย ปวดและสับสน ทุรนทุราย
หิวน้ำมากๆ หงุดหงิดและในที่สุดคุณหมอให้มอร์ฟีน ขณะนั้นทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็มาเยี่ยมและสอนสมาธิมาให้กำลังใจพ่อแม่
จนพ่อแม่รับสภาพและพร้อมที่จะให้ผู้ป่วยจากลา………..

    
สามวันต่อมากลับมาเจอเธออีกครั้ง
ขณะนี้เธอรู้ตัวแต่กระสับกระส่ายทุกครั้งที่ฉันเข้าไปให้การพยาบาล
เธอจะหงุดหงิดสะบัดมือใส่ ทั่งๆที่แต่ก่อนเธอจะแสดงอาการพอใจที่ฉันทำอะไรให้
ฉันเสียใจที่เธอมีกิริยาแบบนั้น ฉันคิดว่าเป็นเพราะตัวโรคเธอไม่ได้เกลียดฉัน
ความจริงเธอต้องรับรู้ได้ว่าฉันตั้งใจมอบสิ่งที่ดีให้เธอเพียงไหนฉันกดข่มความเสียใจนั้นไว้(ฉันไม่มีเวลาเสียใจ) ขณะนี้เธอได้รับยามอร์ฟีนเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยผสมมอร์ฟีน 30  มิลลิกรัม
ผสมในน้ำเกลือ 100 ซีซี ทางหลอดเลือดดำเริ่มที่ 5 ซีซี ต่อชั่วโมงแล้วแต่ยังกระสับกระสายอยู่มากฉันประเมินระดับความเจ็บปวดแล้วขนายยายังไม่เหมาะสม
จำเป็นต้องเพิ่มยา แล้วเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมปริมาณยาที่เพิ่มจาก 5
เป็น   10 เป็น 15 และ 30 เธอยังไม่สงบ กลับร้องเสียดังมากขึ้น
เสียงร้องโหยหวนทุกข์ทรมานมาก และทุกครั้งที่พ่อซึ่งดูแลเธอมาตลอดและเข้ากันได้ดีจับตัวเธอ
เธอจะสะบัดตัวหนีส่งเสียกรีดร้องเหมือนรังเกียจ พ่อเสียใจมากออกไปแอบนั่งร้องไห้ ภาพที่ฉันเห็นเป็นภาพที่บีบคั่นหัวใจมาก
ชายวัยประมาณห้าสิบ  รูปร่างผอมนั่งกอดเข่าซุกหน้าร้องไห
ตัวสั่น ฉันเข้าใจความรู้สึกของพ่อดี เพราะฉันก็โดนเธอทำแบบนั่นใส่เหมือนกัน
แต่พ่อต้องทุกข์มากกว่าฉันนัก

“พ่อยากหน่อยนะคะ…”

“หมอผมไม่ไหวเลยจริงๆ น้องเกลียดผม หัวอกพ่อเจ็บนะ เจ็บมาก ผมไม่เข้าใจจริงทำไมเป็นแบบนี้
ผมเข้าใกล้ไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนี้หมอเพิ่มยาให้น้องไปเลย ผมยังทำใจได้ดีกว่าที่น้องเป็นแบบนี้”


“ตอนนี้ไม่ใช่ตัวตนจริงๆของน้อง เพราะตัวโรค เพราะฤทธิ์ยาด้วยคะ
แล้วพ่อไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว พ่ออาจเหนื่อยเกินไป หนูขอร้องนะคะพ่อต้องพัก เดี๋ยวหนูเปิดห้องพระให้
เปิดแอร์ให้ด้วย พยายามหลับให้ได้ตื่นหนึ่งก็ยังดี พ่อไม่ต้องห่วงหนูจะช่วยแม่ดูน้องเอง
ถ้าพ่อเป็นแบบนี้ใครจะเป็นที่พึ่งให้น้อง และแม่ได้ ”

“ผมนอนไม่ลงหรอกหมอ ขอบคุณมาก”

“ไม่หลับไม่เป็นไร เอนหลังก็ยังดี จะได้มีแรงมันยากหน่อยแต่ต้องทำ เราไม่มีเวลาเสียใจ
น้อยใจอะไรทั้งนั้น พักให้มีแรงแล้วออกมาดูน้อง อะไรจะเกิดก็ต้องรับให้ได้
แต่พ่อนึกดีๆนะมีเรื่องอะไรที่โกรธกัน หรือค้างคาใจกันหรือเปล่าคะ ถ้ามีก็ต้องจัดการนึกดีๆนะคะ”

“ไม่มีครับ”

“อย่าพึ่งท้อ เวลาใกล้หมดแล้ว อย่าให้ตัวเองทุกข์เพราะจะเป็นบาปกับน้อง”

พ่อเข้าไปได้นอนตามที่ฉันบอกไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ออกมาเฝ้าน้องเหมือนเดิม
เธอยังไม่สงบ
กลับร้องเสียดังมากขึ้นพ่อทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
ยืนหันหลังตัวสั่นร้องไห แม่ก็ทุรนทุรายไม่แพ้คนไข้
เสียงร้องโหยหวนทุกข์ทรมานมากจนใจฉันก็อยากให้เธอไป…..เพื่อหมดทุกข์ครั้งนี้เหมือนกับที่พ่อของเธอคิด แต่ความคิดแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น
ฉันไม่มีสิทธิคิดแบบนั้น ฉันเตือนตัวเองเสมอว่าถ้าจะเพิ่มยาระยับปวดให้ผู้ป่วยฉันต้องมีสติ
ต้องเมตตา จิตต้องปกติ ต้องเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสงบ สบาย
แต่การเพิ่มยาครั้งนี้จิตใจฉันไม่เป็นกลาง
ภาพพ่อและแม่ที่เป็นทุกข์เพราะเธอบีบคั้นใจฉันมาก ยิ่งลูกเจ็บ พ่อ แม่เจ็บกว่า  เหตุและปัจจัยขณะนั้นกดดันเหลือเกิน
ฉันจะทำอย่างไรดี คงมีบุญอยู่บ้างคุณหมอที่ช่วยเรื่องยาห้ามเลือดผ่านมา

“หมอพี่ทำไงดี
น้องทรมานมากถ้าปรับยามากไปไม่มีสติก็ไม่ดี”

 “พี่หนูว่า…สงบดีกว่าไม่สงบนะแล้วค่อยบอกทางที่หลังก็ได้
เพิ่มยาเถอะ” คุณหมอออกความเห็น 

“อืม..จริงสงบดีกว่าไม่สงบ ขอบคุณนะหมอ”
แต่ยังฉันยังคิดไม่ตกก็ทีมที่มาดูบอกว่าน้องมีสติ ทำสมาธิได้ดี แล้วถ้าฉันทำน้องขาดสติ
ทั้งหมดก็ล้มเหลวฉันคิดฟุ้งซ่านสับสนไปหมด ทนไม่ไหวกับแรงกดดันนี้
จึงปรึกษาพระอาจารย์ ฉันถามท่านว่าอะไรเหมาะสม
สิ่งที่ฉันทำอยู่ถูกหรือไม่และร้องไหตีโพยตีพายว่าถ้าทำไม่ถูกฉันอาจจะเป็นคนทำให้เธอตาย
“ตายแบบหลงตาย ตายแบบไม่มีสติ” ก็ได้คำตอบมาว่าใจไม่เป็นกลางมีโทสะครอบงำ ถ้าใจเป็นกลาง
ก็จะสามารถทำสิ่งที่เหมาะสมตามเหตุปัจจัยขณะนั้นได้ ….ฉันหลบมาพัก
พักกาย พักใจ ตรวจสอบจิตใจตนเองเมื่อสงบเกือบปกติ(ดีทีเคยฝึกจิตจึงใช้เวลาไม่นานนัก)ในที่สุดฉันตัดสินใจเพิ่มยาให้คนไข้แบบใจเป็นกลาง
ทุกครั้งที่เพิ่มจะใส่ความเมตตาไปด้วยจนถึง 50 เธอจึงสงบ เมื่อคนไข้สงบพ่อ
แม่ก็สงบ น้องเหมือนคนนอนหลับ เรายังคงให้ยาฆ่าเชื้อต่อ
งดการเจาะเลือดพยายามไม่กวนให้คนไข้ตื่น
ผิวหนังที่ฟองทั่งตัวเริ่มแห้งโดยเฉพาะบริเวณหน้า ผิวเกือบเป็นปกติ พ่อ แม่
ได้ตามญาติมาล่ำลาจนครบ เปิดธรรมะให้ฟังตลอดตลอดเวลาสองวันบรรยากาศเป็นบุญเป็นกุศล
เธอให้เวลานี้เพื่อการลาจาก สองวันจนรุ่งเช้าวันที่สามเธอก็จากไปอย่างสงบ
โดยมีฉันและน้องผู้ช่วยเหลือคนไข้เป็นผู้อาบน้ำศพและได้ลากับเป็นครั้งสุดท้าย
ฉันได้ขออโหสิกรรมต่อเธอและขอบคุณ ที่เธอรอฉันให้ได้มั่นใจว่าเธอไม่ได้จากไปเพราะยาที่ฉันเพิ่ม
แต่ไปเพราะการดำเนินของตัวโรค และหมดอายุไขของเธอเอง และคิดได้ว่าเพราะอะไรเธอจึงทำเหมือนไม่ยอมรับฉัน
เพราะ…ให้ฉันได้เรียนรู้ และหัดยอมรับการถูกปฏิเสธนั่นเอง
เพื่อที่จะได้เข้าใจจิตใจพ่อเธอ

ขอบคุณสาวน้อยคุณครูที่ยิ่งใหญ่ของฉัน
……..

ขอบคุณพ่อและแม่ที่ทำให้รู้ว่าความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

ขอบคุณทุกเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่าโลกมีคนดีๆมากมาย

ขอบคุณทีมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ทำให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยว

 กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ที่เมตตา
ลูกศิษย์ตลอดมา

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-04 07:02:47


ความเห็นที่ 62 (3215022)

ขอบคุณมากค่ะ  ภายใต้โรคภัยที่มืดหม่น  ก็ยังมีความงดงามของจิตใจคน  ให้เรียนรู้สัมผัส ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ดีแบบนี้ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัญ (aki_kkg-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-15 13:15:23


ความเห็นที่ 63 (3216276)

 ได้อ่านไดอารี่ของคุณจิตใสเพราะอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งส่งมาให้อ่าน ตอบกลับอาจารย์ไปว่า "ขอบพระคุณมากๆครับ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากๆสำหรับผู้ที่ยังอยู่และจากไป" อยากพูดประโยคนี้กับคุณจิตใสด้วยเช่นกันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น todayonlyday (anupong-dot-warin-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-22 15:38:37


ความเห็นที่ 64 (3216357)

ขอบพระคุณทุกกำลังใจค้า.........

ชื่นใจ    ก็รู้

มีความสุข     ก็รู้

อิ่มบุญ             ก็รู้   สาธุ สาธุ สาธุ ค้า

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-22 21:41:08


ความเห็นที่ 65 (3216396)

                                                              เกาะชายผ้าเหลือง  

 
    
เรามักได้ยินสำนวนที่ว่า ลูกชายต้องบวชให้พ่อแม่เพื่อได้เกาะชายผ้าเหลือขึ้นสวรรค์ ฉันเองคิดว่าเป็นเพียงสำนวนเพื่อเชิญชวนให้ผู้ชายได้บวชเท่านั้นและไม่เคยคิดเลยว่า การเกาะชายผ้าเหลือขึ้นสวรรค์จะมีจริงๆ
 
    
ผู้ป่วยหญิงอายุ เกือบ เก้าสิบ ป่วยเป็นโรคหัวใจเข้ารับการรักษาตัวตลอดไม่เคยขาดยา แต่เพราะอายุที่มากขึ้นร่างกายก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา รอบนี้หายใจหอบมากหัวใจหยุดเต้น ปั๊มหัวใจมาหนึ่งรอบ ญาติขอให้แพทย์รักษาอย่างเต็มความสามารถ และแจ้งว่า ไม่ว่าแม่ของเขาจะเป็นสภาพไหนเขาก็รับได้ เขาสามารถดูแลแม่ได้เพราะเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขถึงต้องเจาะคอ ใส่สายให้อาหาร หรือต้องดูดเสมหะเขาก็รับได้ ทีมการพยาบาลหนักใจมากเพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่ายากเป็นเรื่องยากมาก เพราะคุณยายอายุ เก้าสิบปีแล้ว ญาติก็ไม่มีวี่แววจะยอมรับความเป็นจริงเลยแต่เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ แพทย์เจ้าของไข้พยายามหา ชีดีธรรมะ มาให้ฟังเพราะเป็นทางเดียวที่พอจะทำให้เขายอมรับได้เขารับชีดีไปแต่ไม่ฟังอ้างว่าไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน และต้องดูแลแม่ ผู้ป่วยนอนรักษาตัวถึง สองเดือน ผู้ป่วยถูยื้อจนถึงที่สุด และได้ย้ายจากหอผู้ป่วย I C U มาที่ SUB ICU พยาบาลส่งเวรว่าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายแต่ญาติยังรับไม่ได้ ขอให้ยาเต็มที่ แต่ไม่ต้องปั๊มอีก ญาติจะเขาเยี่ยมวันละสามเวลาจะมาสวดมนต์ให้ผู้ป่วยฟัง ดูๆเหมือนเขายอมรับอาการผู้ป่วยได้แต่ทุกครั้งที่มีอาการเปลี่ยนแปลงเช่นมีแผลเล็ก ๆเขาก็จะดูทุกข์ใจมากวุ่นวายไปหมดฉันคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ช่วยกันวิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุ เราคุยกันเกือบชั่วโมงพอสรุปได้ว่า
 
เขาอาจรู้สึกผิดเพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นพี่คนโตเขาเป็นคนดูแลแม่มาตลอดอาจเป็นไปได้ที่เขาจะคิดว่าเขาบกพร่องในหน้าที่ เขาสวดมนต์ให้คุณยายเขาสวดขอพรหรือสวดเพื่อให้สงบ…….คิดๆๆๆต้องหาต่อไป และแล้วพระอาจารย์ก็มาโปรดในหอผู้ป่วยมีคนไข้อีกสองรายที่อาการไม่ค่อยดีแต่สองรายนี้รับได้เราเลยแนะนำเรื่องการถวายสังฆทานซึ่งพระอาจารย์จะมารับสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง พยาบาลช่วยกันจัดสถานที่เตรียมชุดสังฆทาน และเราก็ไม่ลืมที่จะชวนเขาและคุณยายได้ถวายสังฆทานซึ่งเขาก็ยินดีเป็นอย่างมาก

พระอาจารย์มารับสังฆทาน ท่านได้สอนเรื่อง ความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากการยึด ท่านพูดไม่กี่ประโยคแล้วก็ไปแต่มีความสำคัญมากเพราะวันต่อมา คนไข้มีอาการทรุดลง แพทย์คิดว่าคงติดเชื้อความดันโลหิตต่ำ ฉันโทรศัพท์ตามเขา เตรียมทำใจรับความวุ่นวายที่จะมาถึงเมื่อเขามาถึงฉันรีบเดินไปอธิบายอาการเพื่อลดความตึงเครียดให้น้องเจ้าของไข้ แต่ไม่เป็นเหมือนที่คิดเขาจับมือฉันแล้วพูดว่า
 
ไม่เป็นไรพี่ไม่เป็นไร พี่ทำใจได้ พระอาจารย์มาโปรด พี่คิดไม่ถึงพี่ว่าแม่เขาคงรอพระมาโปรดเมื่อวานได้ถวายสังฆทาน พระอาจารย์เทศน์สอนพี่ ท่านไม่ให้ยึดเพราะเป็นทุกข์เขาพูดไปน้ำตาคลอหน่วยไม่มีอาการวุ่นวายให้เห็นเขาคิดได้แล้วจริงๆ
 
แล้วพี่ต้องทำอย่างไรบ้างตอนนี้
 
บอกทางคุณยายค่ะนี้ดอกบัว (ดอกไม้นำใจเป็นดอกบัวประดิฐมีธูปเทียน ทางชมรมจริยธรรมบริจาคไว้เพื่อนำทางผู้ป่วยระยะสุดท้าย) ให้คุณยายนำดอกบัวไปถวายพระพุทธเจ้าวันนี้พระอาจารย์ก็จะมาหนูจะนิมนต์พระอาจารย์มาดูคุณยายและช่วยนำทางให้แต่ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะมาทันหรือเปล่านะคะ เขารับดอกบัวไปจากฉันจับมือคุณยายมาพนมไว้ที่หน้าอกและพูดบอกทางคุณยาย
 
แม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะหนูรักแม่ หนูจะดูน้องให้ดี แม่รู้ใช่ไหมว่าหนูดูน้องได้
นี้ดอกบัวแม่นำไปถวายพระพุทธเจ้านะ แม่พุธโท พุธโท แม่เดี๋ยวอาจารย์มานะ
แม่จะได้เกาะชายผ้าเหลือพระอาจารย์ไปสวรรค์ แม่พุธโท พุธโทนะฉันยืนมองภาพน้ำตาไหลเพราะซาบซึ้ง และพระอาจารย์ก็มาถึง อาการคนไข้ขณะนั้นความดันโลหิตวัดไม่ได้คลื่นหัวใจเต้น ประมาณ ห้าสิบครั้งต่อนาที ซึ่งอ่อนลงมาก พระอาจารย์ท่านไม่ได้พูดอะไรท่านยื่นมือไปจับผ้าห่มที่คุลมตัวคนไข้อยู่ ท่านยืนอยู่ด้วยอาการสงบนิ่ง
ไม่ถึงสามนาที คลื่นหัวใจก็อ่อนลงและหยุดในที่สุด
 
คุณยายไปแล้วคะ
ฉันบอกเบาๆเมื่อคลื่นหัวใจเป็นเส้นตรง คุณยายจากไปอย่างสงบ เป็นลีลาการจากไปที่สงบคุณยายได้เกาะชายผ้าเหลือพระอาจารย์ไปสวรรค์ฉันคิดว่าจะไม่ลืมภาพนั้นจะเก็บอยู่ในความทรงจำตลอดไป พระมาโปรดจริงๆ   


ผู้แสดงความคิดเห็น ชินวงส์ วันที่ตอบ 2010-09-23 08:17:44


ความเห็นที่ 66 (3216764)

 

ห่วงที่ได้คลี่คลาย 
 
 
      
ผู้ป่วยชายวัยกลางคน ไปขายแรงงานที่ไต้หวันถูกส่งกลับเมืองไทยเพราะป่วยด้วยโรคกรวยไตอักเสบเพราะอยู่ไกลบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมุ่งมั่นแต่ทำงานเลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองนัก กลับมาเมืองไทยกับเงินหนึ่งก้อนเมื่อตรวจอย่างละเอียดพบว่าไตวายก็ใช้เงินรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนอยู่สามเดือนจนเงินก้อนสุดท้ายหมด จึงย้ายเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐบาลแต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะพบว่าไตวายระยะสุดท้าย ผู้ป่วย ญาติและแพทย์เจ้าของไข้ตัดสินใจการรักษาว่าจะไม่ฟอกไตต่อ เขาจึงเป็น  
ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพผู้ป่วยรายนี้เมื่อพบกันครั้งแรกหน้าบวมโดยเฉพาะหนังตาบวมเกือบปิด ตัวบวมมาก ระดับความรู้สึกตัวดีผิวหนังเปลี่ยนสีคล้ำ แววตาเศร้าหมองหายใจหอบนอนราบไม่ได้แต่ญาติและผู้ป่วยไม่ฟอกไตและเลือกการรักษาแบบประคับประคองแพทย์จึงให้ออกซิเจนห้าลิตร/นาทีซึ่งดูจากอาการแสดงที่เป็นอยู่ขณะนั้นน่าจะได้ใช้เครื่องช่วยหายใจเสียมากกว่าแขนซ้ายของผู้ป่วยได้รับยาขับปัสสาวะเข้าทางหลอดเลือดดำโดยใส่เครื่องนับหยดน้ำเกลือไว้(ทำให้เขาไม่สามารถขยับแขนได้สะดวกนัก) แต่ไตของเขาไม่ตอบสนองต่อยาเลย
เพียงสองวันที่นอนรักษาตัวอยู่ ระดับความรู้สึกตัวเริ่มเปลี่ยน เพราะของเสียคั่ง  เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายเป็นพักๆและผู้ป่วยจะมีอาการร้อนมากๆทั้งๆที่หอผู้ป่วยก็ติดเครื่องปรับอากาศอาการแสดงนี้เป็นเครื่องหมายว่าเวลาของเขาน้อยลงทุกที
 
ทีมพยาบาลในหอผู้ป่วยพยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่จะพอทำได้ ชักชวนให้ถวายสังฆทาน
ฟังธรรมะและจัดสภาพแวดล้อมให้สงบฉันเฝ้าภาวนาขอให้เขาไม่ต้องทุกข์และทรมานมากนัก อีกสองวันต่อมาฉันขึ้นทำงานเวรดึก เมื่อฟังรับเวรถึงอาการของเขา รุ่นน้องส่งเวรว่าเขากระสับกระส่ายมาก ร้องขอสิ่งของหลายอย่างพยายามต่อสู้กับอาการทางกายที่เกิดขึ้น เขาให้พี่ชายขยับพลิกตัว ยกแขน  ยกขา ผุดลุกผุดนั่งโดยเฉพาะให้นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวตลอดเวลาทำให้ญาติคือพี่ชายของเขาเหนื่อยล้าเต็มที ฉันรีบทำงานส่วนอื่นให้เสร็จและตั้งใจว่าฉันจะให้เขาโดยไม่มีเงื่อนไข ฉันเข้าไปให้การพยาบาลเขาฉันเฝ้าเช็ดตัว ขยับขา ห่มผ้า เกาหลัง พลิกตัว จับลุกนั่ง จับนอนและพยายามพูดเตือนสติให้เขายอมรับในการดำเนินของโรคและอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นเวลาสองชั่วโมงเต็ม ในใจก็คิดว่าเพราะเหตุใดทำไมเขาเรียกร้องมากเท่านี้เพราะเหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับความตายที่กำลังจะมาถึงทั้งๆที่เขาเองบอกว่าทำใจได้แต่แรก โดยเฉพาะเวลานี้เป็นเวลาที่เขาควรมีสติที่สุดฉันผิดหวังและรู้สึกล้มเหลวและเสียดายโอกาสทองของคนไข้มาก เริ่มมีโทสะ
 
พยาบาลขอผ้าชุบน้ำหน่อยฉันหยิบผ้าผืนใหม่ส่งให้เขา
 
เอาน้ำแข็งด้วย เอาเย็นๆ
 
น้ำแข็งหมดแล้วฉันพูดห้วนๆ พร้อมถอนหายใจ
 
เอาน้ำแข็ง มันร้อน มันร้อนเข้าใจไหมเขาพูดแล้วใช้มือตบเตียง
 
ร้อนกายหรือร้อนใจ ฉันทนไม่ไหว วางผ้าอีกสองผืนบนหน้าอกเขา
 
ไม่รู้จึงจะไปยึดอะไรนักหนาไอ้ ความร้อนความเย็นนี่ แทนที่จะตั้งสติรวบรวมพลังมารักษาใจตนเอง
 
ฉันเผลอพูดทำร้ายจิตใจเขา ฉันพูดมากเกินไปแล้ว ฉันรู้ตัวว่าฉันต้องพักตั้งสติแล้ว เพราะจะพากันเสียทั้งคนไข้และพยาบาล  แต่จะไม่ยอมแพ้ฉันกลับมานั่งพักกายพักใจสักคู่ แว๊บเดียวของความคิด พี่ชายของเขาต้องช่วยฉันได้ฉันสังเกตเห็นพี่ชายรักและเป็นห่วงผู้ป่วยมากเฝ้าทำแบบที่ฉันทำให้ผู้ป่วยมาสี่วันแล้วฉันเลยตัดสินใจเข้าไปคุยกับพี่ชายเขา โดยถามไปตรงๆว่าผู้ป่วยมีเรื่องค้างคาใจอะไรหรือไม่เพราะอะไรเขาจึงเรียกร้องต่อสู่เพื่อการมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่ตอนแรกเขาก็เป็นคนเลือกเองและสิ่งที่ฉันได้รับรู้มันสะเทือนใจมากพี่ชายผู้ป่วยเล่าว่า หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ภรรยาของเขาได้ทิ้งเขาไปและแต่งงานใหม่โดยพาลูกสาววัยหกขวบไปด้วย……จากไปทั้งๆ ที่เขาป่วยและไม่มีเงิน  โอ้เขาห่วงลูก ใช่แล้วลูกของเขา ส่วนภรรยาไม่ต้องพูดถึงเป็นใครก็ต้องแค้น
 
ไม่ควรเสียเวลานึกถึง ความหวังกลับมาอีกครั้ง ฉันพบปมของปัญหาแล้ว ฉันใช้เวลาสิบนาทีสนทนากับพี่ชายของเขา เพื่อร่วมกันช่วยคลายทุกข์และคลี่คลายเรื่องค้างคาใจให้ผู้ป่วย…….แข่งกับเวลาที่หมดไปทุกขณะ
 
พยาบาลทราบว่าคุณรักและห่วงน้องชายคุณมาก
 
ครับผมรักและสงสารเขามาก แต่สี่วันนี้หนักสุดรวมๆแล้วก็สามเดือนที่ดูแลกันมา ผมอดทนทำสุดๆเพื่อเขา
ผมเหนื่อยมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไงต่อดี เขากระสับกระส่ายมากบ่นอยากตายแต่ผมดูแล้วเขาไม่ปลงเลยความรักของพี่
 
พยาบาลคิดว่าที่เขาเป็นแบบนี้เพราะเขาห่วงลูกคะ
 
ครับ น่าจะใช่
 
พยาบาลขอร้องคุณนะคะ คุณช่วยรับปากคนไข้ได้ไหมคะว่าคุณจะดูแลลูกแทนเขาจะไม่ขาดการติดต่อ ถึงน้องเขาจะไปอยู่กับครอบครัวใหม่กับแม่ก็ตาม หรือถ้าน้องมีปัญหากับพ่อใหม่คุณก็จะรับน้องมาดูแลถึงเป็นภาระใหญ่ก็ตาม คุณทำได้ไหมคะ พยาบาลจะกั้นม่านให้คุณได้อยู่กับน้องคุณพูดคุยกันเป็นส่วนตัว ดีไหมคะ
 
พี่ชายคนไข้ไม่ตอบ มองหน้าฉันยิ้มที่มุมปาก แววตาลังเล ฉันอ่านสายตานั้นออกว่าเขาไม่เชื่อว่าพูดแล้วคนไข้จะสงบ ส่วนเรื่องหลานฉันมั่นใจว่าเขาทำได้
 
ฉันรู้ว่าคุณอาจจะไม่เชื่อว่ามันจะทำให้เขาดีขึ้น  แต่เราไม่มีอะไรจะเสียนี่คะ ฉันขอเพียงแต่ว่าให้คุณพูดจากความจริงใจทำให้เหมือนที่พี่ชายจะทำสิ่งดีและสำคัญให้น้องชายเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ ฉันมั่นใจว่าคุณทำได้และเต็มใจทำด้วย
 
ครับ
 
ฉันไม่รอคำตอบอีกต่อไปฉันเดินไปที่เตียงผู้ป่วยอีกครั้งกั้นม่านตามที่บอกจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนที่คิดว่าเขาสบายที่สุด
 
คุณพี่ชายคุณเขามีเรื่องจะพูดด้วย
แล้วฉันก็เดินออกมาเพื่อเตรียมฉีดยาผู้ป่วยรายอื่นเพราะใกล้เช้าแล้วความจริงฉันอยากจะอยู่กับเขามากกว่านี้
แต่ไม่ได้แล้วมีงานอีกเยอะ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รุ่นน้องที่เป็นเจ้าของไข้ผู้ป่วยรายนี้ก็มาบอกฉันว่าผู้ป่วยหยุดกระสับกระส่ายแล้วนอนนิ่งถึงแม้จะเริ่มหอบมากก็ตาม น้องบอกว่าผู้ป่วยสงบหลังจากพี่ชายเข้าไปคุยเมื่อตีสี่ 
โอ้ขอบคุณพระพุทธเจ้าขอบคุณที่ทำให้ฉันคิดได้ ใช่จริงๆ เขาห่วงลูก ตีห้าความดันโลหิตเริ่มต่ำลง เขาหยุดหายใจและจากไปอย่างสงบเพราะห่วงสำคัญได้คลี่คลาย……สาธุ
 
 
 
 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-25 16:17:00


ความเห็นที่ 67 (3216790)

อนุโมทนากับคุณจิตใส

เขียนได้ชวนอ่าน ชวนติดตาม แต่ละ case มีจุดสำคัญต่างๆกันที่หลากหลายและผู้เขียน

เป็นคนช่างสังเกตุและให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆน้อยที่ผู้อื่นอาจมองข้าม

สมควรเผยแพร่และเป็นตัวอย่างที่ดีการการดูแลผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณอย่างมาก

ชื่นชมจริงๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอจ้อ วันที่ตอบ 2010-09-25 20:41:36


ความเห็นที่ 68 (3247609)

อนุโมทนาบุญกับคุณจิตใจค่ะ

THE IDOL ของน้องๆพยาบาล

ผู้แสดงความคิดเห็น ใจไหว ไหว วันที่ตอบ 2010-09-28 10:20:02


ความเห็นที่ 69 (3248054)

 

ก้าวข้ามเส้นแบ่ง
 
08.00 น. “สวัสดีจ้า” ฉันรับโทรศัพท์รุ่นพี่พยาบาลที่ฉันนับถือมาก เคยสอนงานเมื่อฉันเป็นพยาบาลจบใหม่ แต่เพราะพี่เขาแต่งงานเลยย้ายตามสามีไปอยู่จังหวัดอื่น
“ขึ้นเวรอะไร พี่คุยได้ไหม” เสียงดังจากปลายทาง
“เวรดึกจ้า พี่มีอะไรหรือเปล่า ว่ามาเลย”
“มี…ตอนนี้พ่อพี่ใส่ท่อ นอนอยู่หอผู้ป่วยชาย เหนื่อยมาก ตอนหัวค่ำน้องสาวโทรบอกเมื่อคืน ดีที่พี่มารถทัวร์คันสุดท้ายทัน พี่มาอยู่กับพ่อตั้งแต่ตีสามแล้ว”
“แล้วเบาเหนื่อยไหม รู้ตัวอยู่ไหม”
“รู้ตัวดี แต่เหนื่อย ต่อเครื่องช่วยหายใจก็ไม่ดี  พี่ว่าพ่ออาจจะมีลมรั่วที่ปอดซ้าย แอบมอง ฟิล์ม X Ray ไกลๆ แต่เกรงใจหมอที่อยู่เวร เดียวเขาจะว่าวุ่นวาย พ่อเป็นระยะที่สามแล้วด้วย นี่ก็คงตกใจมากๆ จนอึลดกางเกงเลย” รุ่นพี่เล่าอาการแถมแอบยอดมุข พื้นฐานเป็นคนดี เก่ง มีน้ำใจ มองโลกในแง่ดีเสมอพี่สาวคนนี้
“พี่ก็….พ่อแย่ตากหาก เหนื่อยจนกลั้นไม่ไหว ใครที่ไหนจะอยากอึให้ลูกเช็ด
มุขไม่เลิกนะ OK  พี่รอหนูแป๊บ เดี๋ยวส่งเวรเสร็จหนูจะรีบไปดู”
“แฮ่ๆๆ... ขำๆ แล้วเจอกัน”
พ่อของรุ่นพี่ป่วยมาได้ 1 ปีแล้ว ด้วยอาการมะเร็งปอดระยะที่สาม รับการรักษาตัวโดยการตัดปอดด้านขวา ให้ยาเคมีบำบัด แต่ทนอาการแทรกซ้อนของยาไม่ไหว เลยให้ไม่ครบ ตกลงใจกันว่าจะรักษาแบบประคับประคอง ถ้าเหนื่อยเนื่องจากมีน้ำในเยื่อหุ้มปอด ก็มาเจาะออกเป็นระยะ สามารถช่วยเหลือตัวเองและกิจการที่บ้านได้ มีความสุขระดับหนึ่ง
เมื่อลงเวร ฉันรีบไปที่หอผู้ป่วยชาย สอบถามอาการกับพยาบาลเจ้าของหอและรุ่นพี่ เราสรุปกันได้ว่า พ่อน่านะมีลมรั่วที่ปอดข้างที่เหลือจริง (Pneumotrax มีลมรั่วอยู่ในชั้นเยื่อหุ้มปอด แล้วทำให้เกิดความดันเบียดปอดให้มีปริมาตรเล็กลง ผู้ป่วยจะหอบมาก ความดันต่ำ ถ้าไม่ได้แก้ไขจะเสียชีวิตในที่สุด)
          “พี่หนูถามตรงๆเลยนะพี่ พี่ว่าไง ถ้าลมรั่วจริง พ่อต้องใส่ ICD”
 ICD คือการใส่ท่อขนาดเท่านิ้วกลางของเรา แทงทะลุหน้าอก ไประบายลมที่อยู่ในเยื่อหุ้มปอด และต่อกับขวด  ขณะแทงท่อระบาย ต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เวลาแทงผ่านชายโครง บางครั้งมีเสียดังปุ๊ เลือดสาด หวาดเสียวสุดๆ แต่ถ้าทำสำเร็จ ผู้ป่วยจะมีอาการทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
“ถึงพ่อจะอยู่ในระยะที่สามก็ตาม พ่อไม่น่าไปเพราะลมรั่วนะ  แต่ถ้าเขาหอบเพราะปอดติดเชื้อ หรือเพราะตัวโรคก็ว่าไปอย่าง ”
“พี่…….ใส่นะ ICD  แต่ถ้าต้องปั๊มก็ไม่” รุ่นพี่สรุปชัดเจน
“OK เดี๋ยวหาตัวช่วย ”
ฉันเดินเข้าไปดูคนไข้ ซึ่งสมัยก่อนฉันมักไปเที่ยวบ้านรุ่นพี่ พ่อท่านนี้แหละที่ มักทำกับข้าวมาเลี้ยง ต้อนรับเราอย่างดีทุกครั้ง  พ่อนอนหลับตาเอามือวางที่หน้าอก หน้านิ่ว หายใจหอบ ไม่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยเลย
          “พ่อ เหนื่อยใช่ไหม” ฉันก้มหน้าถาม คนไข้ลืมตามอง พยักหน้าตอบ
“อดทนหน่อยนะพ่อ เดี๋ยวหนูช่วย” พ่อพยักหน้าอีกครั้ง
“พี่แบบนี้อาจารย์แม่ช่วยได้”
ฉันนึกถึงอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่มีจิตเมตตามากๆ เป็นหมอเฉพาะทางโรคปอด ท่านงานเยอะมาก ฉันรู้สึกเกรงใจท่าน แต่เพื่อรุ่นพี่และพ่อ ถ้าทำอะไรได้ ฉันก็จะพยาม รุ่นพี่ก็กลัวว่าจะเป็นการวุ่นวาย และเริ่มลังเลว่าฉันจะเดือดร้อน กลัวว่าฉันจะเสียเวลา เพราะลงเวรดึกไม่ได้นอนมาทั้งคืน ฉันย้ำกลับไปว่าฉันเต็มใจทำ ฉันพารุ่นพี่ไปนั่งรออาจารย์แม่ ท่านกำลังตรวจเยี่ยมคนไข้ในหน้าที่รับผิดชอบแบบใส่ใจ เมื่อท่านเห็นเราสองพี่น้องก็เข้ามาทัก ทราบอาการของคนไข้ก็ยินดีรับเป็นเจ้าของไข้ และให้ย้ายจากหอผู้ป่วยชาย มายัง SUB  ICU เราต้องทำเวลา เพื่อที่จะให้อาจารย์แม่ได้ตรวจคนไข้ได้โดยไม่เสียเวลา เพราะวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ อาจารย์แม่น่าจะได้พักผ่อน โชคเข้าข้างเราเหลือเกิน มีผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแพทย์สั่งให้ย้ายจาก SUB ICU ได้ ฉันขอร้องรุ่นน้องเวรเช้าให้รีบย้าย และรับพ่อเข้ามา
“ช่วยพี่หน่อยนะ พ่อรุ่นพี่ที่สอนพี่มาเลย พี่เขาเคยทำงานที่นี่เป็นคนดีมากๆแฟนพี่เขาเป็นหมอ แต่เขาไม่เรื่องมากเลยนะ เกรงใจเรามากๆด้วย”
เราสามารถย้ายผู้ป่วยมาด้วยเวลาไม่นานนัก เพระทุกคนต่างช่วยกัน น้องๆช่วยกันหารถนอน ถังออกซิเจน และฉันก็เป็นคนไปช่วยย้ายเตียง
เมื่ออาจารย์แม่มาเยี่ยมคนไข้  เป็นเหมือนที่เราคาด ท่านลงมือใส่ ICD ให้พ่อทันที และมีคำสั่งย้ายพ่อไปดูแลต่อใน ICU ทุกอย่างเรียบร้อยเป็นเวลาเกือบ 11.00 น.เหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง รุ่นพี่ยกมือไหว้ขอบคุณฉัน ที่มีส่วนทำให้พ่อเขาดีขึ้น ฉันตกใจ  รุ่นพี่ไหว้ฉัน
“ขอบคุณมากนะ ที่ช่วยพี่ หนูดีมากจริงๆ ถ้าไม่ได้หนู พ่อพี่คงไม่ดีขึ้นแบบนี้ พี่ซึ้งว่ะ”
“พี่...เพราะพี่เป็นคนดีมากกว่า พี่ดีมาก ๆ พี่สอนหนูจนหนูเป็นงาน เป็นหนูทุกวันนี้ได้ ที่ทำแบบนี้ยังน้อยนัก พี่รู้ไหม...หนูเต็มใจมากที่ได้ทำ ได้ตอบแทนคุณพี่ อีกอย่างหนูไม่ง่วงเลย อย่างนี้เขาเรียกว่ากำลังปีติหล่อเลียงโย่ๆๆ”
“อย่าพูดแบบนี้ดิ...เขินแต่หนูก็เป็นคนดีแล้ว บุญนี้ก็จะส่งผล เหมือนหนูทำให้พี่เหมือนกัน”
“สาธุค้า...พอแล้วๆ ปลื้มจนตัวจะลอย”
หนึ่งวันผ่านไป ฉันได้รับโทรศัพท์จากรุ่นพี่อีกครั้ง
“CNN รายงานข่าว พ่อพี่เอาท่อช่วยหายใจออกได้แล้ว เย่ๆๆ”
“โห….สุดยอดเลยเตี่ย 555”  สองพี่น้อยคุยกันอย่างมีความสุข
ความสุขแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการตัดสินใจที่ดี เราอาจไม่ได้หัวเราะเพราะพ่ออาจไปก่อนเวลา  ปัญหาที่สำคัญของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่หาคำตอบได้ยากที่สุดคือ เราจะช่วยคนไข้ถึงแค่ไหน หมายถึง การใส่ท่อช่วยหายใจ การเจาะคอ การฉายแสง การผ่าตัด พิจารณาให้ดีจะพบว่าการช่วยเหลือต่างๆ ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การให้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะการกระทำนั้นๆ จะช่วยลดความทุกข์ทรมาน ไม่เร่งและไม่ยื้อชีวิตคนไข้ เส้นแบ่งนี้บางมากทีเดียว

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-28 16:41:56


ความเห็นที่ 70 (3249213)

คุณพ่อก็น่าจะเป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน อ่านแล้วใจไหว ไหว

พ่อจะโชคดีเหมือนพ่อของพี่คนนี้หรือเปล่าน้อ

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตไหว ไหว วันที่ตอบ 2010-09-30 10:28:04


ความเห็นที่ 71 (3249742)

โชคดีแน่นอน ถ้าเราชวนพ่อมั่นทำบุญ ทำกุศล

เมื่อถึงยามทุกข์

จะมีบุญค้มกันภัยเองค้า

เป็นกำลังใจนะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-09-30 18:00:58


ความเห็นที่ 72 (3249788)

อนุโมทนาบุญกับคุณจิตใจครับ

อ่านแล้วรู้สึกประทับใจมากครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น วิรัตน์ วันที่ตอบ 2010-09-30 20:13:57


ความเห็นที่ 73 (3253954)

ขอขอบคุณน้องมากที่ช่วยอย่างต็มที่  และคุณหมอที่ช่วยอย่างเต็มความสามารถ   รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกๆท่าน  มีความคิดว่าเราก็จะทำดี ให้กับคนอื่นต่อๆไปอีก 

ผู้แสดงความคิดเห็น พัชรี (jab-2510-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-07 21:16:01


ความเห็นที่ 74 (3253981)

สาธุค้า .....พี่จาบตัวจริงเสียงจริง........พ่อกลับบ้านได้แล้วใช่ไหมล่ะโย่ๆๆๆ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตใส วันที่ตอบ 2010-10-07 22:03:38



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *captcha  


Copyright © 2010 All Rights Reserved.